วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

3NISSIW AVW (-18-)


“อ๊อดดดดดดดดดดด ... อ๊อดดดดดดดดดดดดดดดด ... อ๊อดดดดดดดดดดดดด” Alarm sound



“ไอวิชชช นาฬิกาปลุก ...อ๊อดดดดดดด มึงจะดังไป ......อ๊อดดดดดดไหนว่ะ .....เฮ้ยยยยยยยยยย” เสียงพี่ชายผมตะโกนด้วยความรำคาญออกมาจากในห้องนอนอีกห้องที่อยู่ข้าง ๆ


“โฮ่ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ .... อ๊อดดดดดดดดดดดด แบร๋วววววว .......อ๊อดดดดดดดด ......วู้วววววววววว โฮ่ง ๆ ๆ ๆ ...อ๊อดดดดดดดดดดดดด เอ๋งงงงง !!!” เสียงสุนัขข้างบ้านรวมทั้งตัวที่อยู่ในซอยต่างรุมกันส่งเสียงเห่าด้วยความตกใจเพราะเสียงปลุกที่ผ่านเครื่องเสียงระบบเซอราวด์ที่ดังมาก ๆนั่นเอง



ผมสะดุ้งตื่น ด้วยความงัวเงียบวกกับอาการเมาค้างจากการกินเบียร์ไปประมาณครึ่งลังลุกขึ้นมานั่งนิ่ง ๆ อยู่บนที่นอนเพื่อรวบรวมสติประมาณสิบวินาที พอเริ่มจะได้ที่ก็ใช้มือลูบ ๆ คลำ ๆ ควานหา i-Pod Touch คู่ใจที่อยู่ใต้หมอนเพื่อที่จะปิดเสียงปลุกที่ดังสะเทือนเลือนลั่นทั้งซอย ย้ำว่าสะเทือนเลือนลั่นทั้งซอยจริง ๆ ครับ กับเสียงปลุก เพราะผมตั้งเวลาปลุกก่อนที่จะนอนแถมยังเปิดเสียงในตัวเครื่องจนสุดโวลุ่มของเจ้า i-Pod Touch มันแล้ว ในสมองผมคิดว่า ลำพังระดับเดซิเบลของตัวเครื่องมันยังไม่พอที่จะปลุกขี้เมาที่อดหลับอดนอนมาแล้วสองคืนสักคนเดียวได้อย่างแน่เลยเพราะขนาดของมันนั้นเล็กกว่าฝ่ามือผมเสียอีก มิหนำซ้ำเสียงที่ออกจากตัวเจ้าi-Pod Touchก็ประมาณ ลูกแมวหิวนมแม่เท่านั้น


ผมจึงจัดการอัพเกรดเพิ่มพลังในการทำลายล้างแก้วหูโดยการต่อi-Pod Touch เข้ากับ เครื่องเสียงยี่ห้อ แฟนตาเซียลายไม้ 3.1 50 Hz 35 Watt ที่อยู่ใต้ทีวี แล้วเร่งเสียงจนสุดลูกบิด แม้แต่โทน แหลม กลาง และเบส ผมหมุนหมดทุกตัวอย่างไม่ต้องเกรงใจเพื่อนบ้านข้าง ๆ ก่อนที่จะนอนครับ คิดดูละกันว่าเมื่อเสียงปลุกดังขึ้นมา ขนาดหมายังตกใจตื่นกันทั้งซอย มันดังขนาดไหน ยิ่งไปกว่านั้นผมก็นอนติดกับชุดเครื่องเสียงอีกต่างหาก หากไม่ตื่นอีกก็ให้มันรู้กันไป


หลังจากที่ปิดเสียงปลุกเสร็จเรียบร้อยก็มองไปที่นาฬิกาข้อมือปรากฎว่าเป็นเวลา 04.00 O’Clockสักแป๊บก็หยิบโทรศัพท์มือถือโทรปลุกน้องลูกหมี ณ บัด NOW


“โหล ขราบบบบบบบ ฟื้นได้แล้วน้องลูกหมี ตีสี่แล้วน่ะ”
“....... อืม ...... จ๊ะ ........” แน่นอนครับว่าเสียงน้องลูกหมีตอนพึ่งตื่นย่อมต้องสำเนียงโหยหวน น้ำเสียงโหยหาเป็นธรรมดา “ เดี๋ยวเค้าอาบน้ำก่อนน่ะ” น้องลูกหมีกล่าวก่อนที่จะวางโทรศัพท์



เพิ่มพลังก่อนออกทริปครับ

หลังจากวางสายจากน้องลูกหมี ผมก็เริ่มปฏิบัติการเพิ่มพลังยามเช้าและถอนอาการเมาค้างแบบโดยด่วนเพราะผมต้องเป็นคนขับรถ โดยสูตรลับเฉพาะนี้ นำโปรตีนสกัดเข้มข้น นิวทริไลท์นิวทริ-โปรตีน (Nutrilite nutria-protein ) ของแอมเวย์(Amway) เพียง 1 ช้อนตวงกับน้ำผลไม้ 100% ยี่ห้อ ยูนิฟ(U-Nif) กล่องขนาด 200 มิลลิกรัม 1 กล่องที่แช่ในตู้เย็นจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ผสมรวมไปในแก้วเชค(Shaker) แล้วเขย่าจนโปรตีนกับน้ำผลไม้เข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน   ดูซิว่าเหมือนกับอะไร ..... ใช่แล้วครับ ไอศกรีมรสผักและผลไม้รวมพลังงานสูงนั่นเอง ดื่มไปแก้วหนึ่งก็เริ่มรู้สึกสดชื่นอย่างอัศจรรย์เพื่อเตรียมรับศึกหนักที่ต้องใช้พลังกายและพลังใจในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้


ที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่สำคัญมากครับ มันคือทริปแรกที่ผมได้เดินทางไปเที่ยวพักแรมกับน้องลูกหมีกันแบบสองต่อสองในต่างอำเภอ ใช้เวลาหนึ่งคืนสองวัน ที่แรกสำหรับทริปนี้ก็คือ เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเราได้ล่องเรือชม”กุ้ยหลินแห่งสยามประเทศ”กันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เวลาตอนนั้นประมาณ 06.15น. ตามเวลาหน้าปัดนาฬิกาของผม ด้วยความที่อยากจะให้เป็นส่วนตัว จึงเหมาเรือเปิดประทุนกันไปดีกว่า แค่เราสามคน ไม่ผิดครับ สามคน เพราะผมขับเรือไม่เป็นก็เลยต้องมีพี่เจ้าของเรือมาด้วยครับ รวมเป็นสามคน บรรยากาศยามเช้าตรู่ขอบอกว่าสวยมากครับ มีหมอกขาวลอยตัดกับยอดเขาเขาที่อาบด้วยสีเหลืองทองจากดวงอาทิตย์ ผืนน้ำเขียวมรกตผสมกับแสงสีทองของดวงอาทิตย์ทอลงมายังยอดคลื่นน้ำจนเป็นแสงระยิบระยับราวกับอยู่บนแถบทะเลอันดามันของประเทศไทย แล้วมีผู้หญิงสวยคนหนึ่งอยู่ข้าง ๆ มันให้ความรู้สึกที่ผมอยากจะบอกว่า..... คุ้มค่ามากภาพที่ถ่ายออกมาผมว่าดูยังไงก็ไม่เท่ากับที่ดวงตาเรามองเห็นในตอนนั้นหรอกครับ มันประทับอยู่ในความรู้สึกที่ว่า โอ้ เขื่อนบ้านเรามันสวยแบบนี้เลยหรอเนี่ย จากที่ผมถามพี่คนขับเรือนั้น เขาบอกว่า ความสวยงามจากสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่เคยถ่ายทำภาพยนตร์และโฆษณามาแล้วหลายเรื่อง แถมพี่คนขับเรือยังเล่าประวัติเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับหมู่บ้านและวัดที่จมอยู่ใต้น้ำภายในเขื่อนแห่งนี้อย่างละเอียดยิบ ผมก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมเป็นคนขับเรือถึงรู้เรื่องละเอียดมากขนาดนี้ ถามไปถามมาพี่คนขับเรือก็บอกว่า หมู่บ้านที่จมเป็นหมู่บ้านที่พี่เคยอยู่เองนั่นแหละน้องเอ้ย


น้องลูกหมีขณะที่อยู่บนเรือเปิดประทุน

เรือเปิดประทุนก็ผ่านเกาะเล็ก เกาะใหญ่ เกาะกว้าง เกาะลีบ เกาะน้อย มามากมาย จนมาถึงจุดที่เรือค่อนข้างที่จะจอดค่อนข้างนาน ณ จุดนี้ เขาเรียกกันว่า “เขาสามเกลอ” แต่สามเกลอนี้หัวไม่ขาดแน่นอน อิอิซึ่งเรือทุกลำจะมาสิ้นสุดกันที่จุดนี้เพื่อที่จะตั้งหลักไปยังจุดอื่นอีกและถัดจากจุดที่เรียกว่า เขาสามเกลอ เราก็ได้มาแวะพักให้อาหารปลากันที่แพแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งแวะถ่ายรูปกันไปหลายแชะอยู่เหมือนกัน และเราก็นั่งเรือต่อมายังเกาะอีกแห่งหนึ่งซึ่งจะต้องเดินด้วยเท้า (แน่นอนอยู่แล้ว ใครจะบ้าเดินด้วยหัวไหล่ว่ะ) ข้ามเขาลูกน้อย ๆ โดยมีระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเศษ ๆ เมื่อข้ามมายังอีกซีกหนึ่งของเขา ก็จะมีทางเดินไปยังแพซึ่งจุดนี้จะมีสุขาสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นสุขาที่สะอาดมาก ๆ แม้จะทำจากสังกะสีแบบง่าย ๆก็ตาม แล้วเราก็มาขึ้นแพเพื่อที่จะข้ามลำน้ำเล็ก ๆ ไปดูหินงอกหินย้อยในถ้ำ เมื่อชมถ้ำแล้วก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึกจนอิ่มหนำสำราญพอสมควรก็เดินทางกลับย้อนไปยังที่ที่เรือของเราจอดรออยู่ หุหุ ช่วงนี้แหละที่ความท้อแท้มันเริ่มมาแวะเวียนในหัวใจ เพราะเราต้องเดินกลับกันอีกกิโลเศษ ๆ ............ ตอนนั้นท้อนิด ๆ ครับว่ามันไกล แต่ดีที่น้องลูกหมีเป็นคนพูดเก่ง จึงทำให้ผมรู้สึกเพลินไปกับการเดินข้ามเขา ชมนกชมป่า

ช่วงเวลาประมาณ หกโมงเช้า  อากาศแจ่มใสมากครับ





จุดต่อมาที่เราจะไปกันคือ แวะไปรับประทานอาหารเที่ยงกันครับ เราสองคนได้ไปจอดแวะกันที่แพเอกชน ผมจำได้ว่าเมนูที่สั่ง คือ ข้าวผัดสองจาน ไข่ดาวไม่สุก และพริกน้ำปลาผสมโคตรกระเทียม ทานเสร็จผมก็ตั้งใจว่าจะเดินทางกลับเลย จนกระทั่งน้องลูกหมีถามมาว่า

“ตัวเองอยากเล่นน้ำป่าว” ลูกหมีถาม แต่เหมือนผมจะได้ยินประโยคซ้อนมาในหูอีกมิติหนึ่งว่า ชั้นอยากเล่นน้ำมาก ๆ นะยะ !
“จะเล่นก็ได้ไม่เล่นก็ได้ ว่าแต่ลูกหมีอยากเล่นมากแน่เลยช่ายป่ะ” ผมถามกลับไป
“เค้าอ่าY Y.....” ลูกหมีทำหน้าเศร้านิด ๆ “แค่อยากเล่นนิดเดียว แต่ถ้าตัวเองไม่เล่นเค้าก็ไม่เล่นก็ได้ ตามใจตัวเองก็แล้วกัน”แต่เหมือนผมจะได้ยินประโยคซ้อนมาในหูอีกมิติหนึ่งอีกว่า ถ้าเค้าเล่น ตัวเองต้องเล่นเป็นเพื่อนเค้าด้วยนะพี่วิช อะไรแบบนี้อ่าครับ และคำถามต่อที่น้องลูกหมีถามผมอีกก็คือ
“ตัวเองอยากพายเรือด้วยไหมอ่า” น้องลูกหมีถามผม และอีกเช่นกันที่เหมือนผมจะได้ยินประโยคดังซ้อนมาในหูอีกมิติหนึ่งว่า ชั้นอยากพายเรืออย่างแรงเลยนะยะ

ตอนแรกผมกะจะนั่งดูน้องลูกหมีพายเรือแล้วก็เล่นน้ำอยู่บนแพ เพราะผมว่ายน้ำไม่เป็น ก็เลยออกอาการเป็นโรคกลัวน้ำลึก ชอบดูคนอื่น ๆว่ายน้ำกัน สุดท้ายก็มานั่งคิดว่า นาน ๆ จะได้มีวันหยุดมาเที่ยวกับน้องลูกหมีสักที อีกอย่างที่อุ่นใจขึ้นมาก็คือเสื้อชูชีพก็มีให้เราใช้สวมใส่ตอนเล่นน้ำ แล้วเราจะกลัวจมน้ำไปทำไมกัน มาถึงที่แล้วก็เอาให้คุ้มสักหน่อยก็เลยตัดสินใจพายเรือแคมนูกับสองต่อสองตอนนั้นก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ในความรู้สึกที่พายเรือแคมนูผมว่ามันน่ากลัวมากจริงๆแต่พอพายไปเรื่อยๆ กับน้องลูกหมี ความกลัวน้ำลึกก็เริ่มหายไปจากใจซะงั้น หลังจากพายเรือเสร็จก็จัดการภารกิจเล่นน้ำกันต่อเลยเลยครับ     จนเมื่อเมื่อรู้สึกว่าใกล้จะบ่ายโมงก็ขึ้นจากน้ำมานั่งพัก ไม่นานเราจึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังท่าเรือเพื่อที่จะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไปยัง จุดหมายต่อไป นั่นก็คือ ภูผาและลำธาร รีสอร์ท กิโลเมตรที่ 97 นั่นเอง
หลัวจากใช้เวลาเดินทางออกมาจากเขื่อนรัชชประภาจนกระทั่งยามบ่ายแก่ๆ ก็มาถึงที่หมาย เป็นรีสอร์ทที่ค่อนข้างสวยมากเพราะมีดอกไม้สีสันต่าง ๆ มากมาย ผีเสื้อสวยๆ บินไปบินมาดูแล้วเจริญหูเจริญตามาก หน้าผาที่สูงตระหง่านล้อมรอบดูแล้วเข้าถึงความเป็นธรรมชาติอย่างมาก เมื่อเข้ามายังห้องพักที่น้องลูกหมีจองไว้รู้สึกว่าไม่ผิดหวังครับ เพราะทำจากไม้ทั้งหลังและมองออกไปนอกระเบียงก็จะเห็นภูผาที่สูงใหญ่เข้ากับชื่อรีสอร์ทเป๊ะเลย ด้วยความที่ห้องพักพ้องนี้ตั้งอยู่บนเนิน ทำให้มองเห็นทางเดินที่ลาดยาวลงไปยังห้องอาหารและห้องพักอื่น ๆ อีกต่างหาก สวยงามอย่าบอกใครเชียวครับ พออาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าเราสองคนก็จัดการตะลุยสวนดอกไม้ และตามจุดต่างๆ ของรีสอร์ทเพื่อถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอกันไป

การได้พักผ่อนในคืนนั้นทำให้เราได้รู้ว่า รีสอร์ทแห่งนี้เงียบสงบมาก ความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง เสียดายที่คืนนั้นท้องฟ้าปิดเพราะเมฆฝนที่ก่อตัวตั้งแต่ช่วงเย็น ทำให้ไม่ได้นั่งดูดาวกัน




อากาศยามเช้ากับบริเวณชาน


เมื่อตื่นขึ้นมาทำให้รู้ว่า ทีเด็ดอยู่ที่เวลาตอนเช้าครับ จะมีหมอกค่อนข้างจัด แลดูสวยงามและโรแมนติกมาก ในยามเช้าเราสองคนนอนแช่น้ำในสระของรีสอร์ทที่อยู่ท่ามกลางไอหมอกและไอเมฆที่ลอยต่ำ จุดขายอีกจุดหนึ่งก็คือสวนหย่อมและสวนดอกไม้ที่ทางรีสอร์ทได้จัดไว้ให้ถ่ายรูป ใครที่หลงใหลในงานถ่ายรูปถ่ายภาพ คงถูกใจไม่น้อยแน่นอน ส่วนเราสองคนก็ถ่ายไปหลายรูปเหมือนกันนะ อิอิ ก่อนที่จะเดินทางออกจากรีสอร์ทในช่วงเที่ยงของวันและขากลับก็แวะไปถ่ายรูปที่สันเขื่อนรัชชประภาเป็นการทิ้งทวน ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับทริปนี้





ภาพสันเขื่อนขณะที่ถ่ายอยู่บนรถยนต์

เมืองไทย โดยเฉพาะภาคใต้บ้านเรา ยังมีอะไรให้เราได้ค้นหาอีกเยอะครับ AMAZING THAILAND กันนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น