วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

3NISSIW AVW (-22-) birthdays



เมื่อวานคือวันเกิดของน้องลูกหมี  เวลานี้ที่ผมเขียนบทความอันนี้อยู่นั้นน้องลูกหมีได้เดินทางไปอยู่กรุงเทพเรียบร้อยแล้วครับ    เพราะว่าอีกสามวันนั้นน้องลูกหมีจะต้องเตรียมตัวเพื่อที่จะเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศเกาหลีกับเพื่อนๆ

ผมจะไม่ได้เจอน้องลูกหมีประมาณเกือบครึ่งเดือน    ในใจผมรู้สึกห่อเหี่ยว   และคิดถึงน้องลูกหมีมากแน่นอน    แต่อีกใจก็รู้สึกยินดีที่น้องลูกหมีได้ไปเที่ยวมีความสุขกับบรรดาเพื่อนฝูง ไปผ่อนคลาย  ผมถือว่าอะไรที่ทำแล้วน้องลูกหมีมีความสุขก็ควรสนับสนุนและไม่ควรคัดค้าน   ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อฝ่ายใด

คิด ๆ ดูแล้วอยากให้เธอกลับมาถึงสุราษฎร์ธานีเร็ว ๆ  จัง

3NISSIW AVW (-21-)


ใจผู้หญิงช่างยากแท้หยั่งถึงเสียจริง ๆ  เป็นสิ่งที่ผมมักจะคิดเสมอเวลาที่ต้องเลือกอะไรบางอย่างที่น้องลูกหมีเสนอให้มา    มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้องลูกหมีเช่าหนังแผ่นจากกร้านเช่าหนังมาสองเรื่อง       ตอนนั้นคงจะหนีไม่พ้นคำถามเกี่ยวกับหนังที่อยู่บนมือทั้งสองของน้องลูกหมีที่ว่า    

   “ตัวเองงงงงงงงง เค้าเอาหนังมาสองเรื่อง  เค้าให้ตัวเองเลือกก็แล้วกันนะว่าตัวเองอยากจะดูเรื่องอะไรเป็นเรื่องแรก  เอาละครับทีนี้    เป็นคำถามที่ผมใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่ ๆ    จึงบอกกับน้องลูกหมีไปว่า

“ตามใจตัวเธอก็แล้วกัน   ว่าอยากดูเรื่องอะไรก่อน   ลูกหมีเลือกเหอะ”   ผมพูดบอกปัดไปให้น้องลูกหมีเลือกแทน

“ไม่อาววววว     เค้าอยากตามใจตัวเอง ให้ตัวเองนั่นแหละเลือกดูเลยว่าจะดูเรื่องอะไรก่อน    เพราะสองเรื่องนี้เค้าอยากดูเท่า ๆ กันอยู่แล้ว  เค้าเลือกไม่ถูกอะ ”   น้องลูกหมีกล่าวพลางยื่นมือทั้งสองข้างส่งมาไว้ตรงหน้าผม ผมก็บอกไปว่าเรื่องอะไรก็ได้   แต่น้องลูกหมีก็คะยั้นคะยอให้ผมเลือก   ไอตัวผมก็คิดว่าเรื่องอะไรก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ ก็เลยตัดสินใจเลือกหนังที่อยู่ในมือ.....

“งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ   ดูแล้วน่าสนุกดี”   นึกว่าถ้าผมเลือกไปแล้วมันจะจบง่าย ๆ  หรือครับ    หลังจากที่ผมได้เลือกไปทันใดนั้นน้องลูกหมีพูดทำเสียงอ้อนขึ้นมาว่า

“แต่เค้าอยากดูเรื่องข้างขวามากกว่าอ่ะ  ”    (  "-  - ) (-  -" )    เราสองคนเงียบไปประมาณสามวินาที   สำหรับผมแล้วมันคือสามวินาทีที่ไว้อาลัยให้กับคำพูดที่ว่า 
งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ   ดูแล้วน่าสนุกดี’ ...เค้าอยากตามใจตัวเอง... งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ   ดูแล้วน่าสนุกดี   .. เค้าอยากตามใจตัวเอง...... งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ   ดูแล้วน่าสนุกดี ... เค้าอยากตามใจตัวเอง....... งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ   ดูแล้วน่าสนุกดี..... เค้าอยากตามใจตัวเอง......
          หุหุ  สุดท้ายก็เป็นน้องลูกหมีที่เลือก
Zccc

3NISSIW AVW (-20-)



หากจะกล่าวถึงสถานที่ที่เราสองคนได้นัดพบกันเป็นประจำ คือ เกาะลำพู สุราษฎร์ธานี นับได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นัดเจอกันบ่อย ๆ ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ไปนั้น เป็นช่วงบ่ายของวัน และก็คงจะไม่พ้นนั่งคุยกุ๊บกิ๊บกันกันใต้ต้นไม้บ้าง ชวนให้อาหารปลาบ้าง เดินดูสุนัขขี้เรื้อนบ้าง ด้วยความที่ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ค่อยถูก ผมจึงซื้ออาหารปลาติดมือมาด้วย จะได้ชวนน้องลูกหมีให้อาหารปลาในสระน้ำกัน ซึ่งเหล่านั้น คือสิ่งแรก ๆ ที่เราทำกัน 


ส่วนวันหลัง ๆ มาก็จัดการสืบหาข้อมูลเพิ่มจนรู้ว่ามีการให้บริการเพ้นท์ตุ๊กตากันบนเพาะลำพูด้วย จึงได้วางแผนไปนั่งระบายสีตุ๊กตาปูนปาสเตอร์กัน สำหรับตัวแรกที่ระบายกันก็จะเป็นสัตว์ประหลาดจาก วอลล์ ดิสนีย์ อย่างเจ้าตัว ซาตี๊ด (Stitch) เป็นผลงานที่เราสองคนร่วมกันนั่งหัวขุดหัวคู้ระบายกันจนกว่าจะเสร็จก็จำได้ว่านั่งหิวแสบไส้กันไป ....... 




ตุ๊กตาตัวที่สองที่เราไประบายกันอีกเมื่อครั้งล่าสุดที่ไปเกาะลำพูก็คือ Angry Bird จากการที่ได้รับบทเรียนมาครั้งแรกมาแล้ว จึงเอามาปรับปรุงกันโดยครั้งนี้เราใช้ตุ๊กตาปูนที่มีขนาดเล็กกว่าเพื่อประหยัดเวลาในการระบายสี และในระหว่างที่ระบายก็จัดการโซโล่ก๋วยเตี๋ยวเรือลงไปในพุงของตัวเองกันคนละถ้วย น้ำกันคนละแก้ว สบายใจกันไปคนละอิ่ม 

และล่าสุดนั้นเป็นการวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าที่ผมกับน้องลูกหมีได้นัดกันไปวิ่ง   แต่งตัวกันมาพร้อมออกรบกันเลยทีเดียว   รองเท้าผ้าใบ   เสื้อกีฬา   กางเกงขาสั้น   บรรยากาศยามเช้าที่เกาะลำพูนั้นดีมาก ๆ  และนั่นคือวันแรกที่เราสองคนมาที่เกาะลำพูเพื่อออกกำลังกาย

"วันนี้เราสองคนจะต้องพยายามวิ่งกันให้ได้ประมาณสามรอบเกาะลำพูเป็นอย่างน้อย"   ผมประกาศเจตจำนงให้น้องลูกหมีได้ยิน

"สามรอบเลยหรอ   มันเยอะไปนะ   ลดหน่อยได้ไหม"   ลูกหมีพูดพร้อมทำตาปิ๊ง ๆ ส่งมาที่ผมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ   เป็นการต่อรองยังกับซื้อผ้าในตลาดนัดยังไงยังงั้น   "แบบนี้ละกันวิ่งจากสามรอบลดเหลือสองรอบแทน   เต็มที่แล้วน่ะ"   ผมฟันธงพร้อมยื่นคำขาด"มันก็ยังเยอะไปอยู่ดี   บอกผ่านละกัน   ขอครึ่งทางได้ไหมพี่วิช   เอาเป็นหนึ่งรอบก็พอ"  ลูกหมีบอก"ไม่ได้ วิ่งสองรอบก็ไม่ได้อะไร   แล้วจะให้เหลือเป็นหนึ่งรอบ ลูกหมีไหวสุด ๆ ที่เท่าไหร่   ว่ามา"   ผมต่อรองอีกครั้ง"วิ่งรอบเดียว !"  "ได้ งั้นเอาเป็นว่าเราจะออกกำลังกายกันสามรอบเกาะลำพูรอบที่หนึ่งจะเดินแบบเบา ๆ  พอรอบที่สองถึงค่อยวิ่ง   รอบสุดท้ายค่อยเดินเป็นการปิดท้าย"








วางสา 

3NISSIW AVW (-18-)


“อ๊อดดดดดดดดดดด ... อ๊อดดดดดดดดดดดดดดดด ... อ๊อดดดดดดดดดดดดด” Alarm sound



“ไอวิชชช นาฬิกาปลุก ...อ๊อดดดดดดด มึงจะดังไป ......อ๊อดดดดดดไหนว่ะ .....เฮ้ยยยยยยยยยย” เสียงพี่ชายผมตะโกนด้วยความรำคาญออกมาจากในห้องนอนอีกห้องที่อยู่ข้าง ๆ


“โฮ่ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ .... อ๊อดดดดดดดดดดดด แบร๋วววววว .......อ๊อดดดดดดดด ......วู้วววววววววว โฮ่ง ๆ ๆ ๆ ...อ๊อดดดดดดดดดดดดด เอ๋งงงงง !!!” เสียงสุนัขข้างบ้านรวมทั้งตัวที่อยู่ในซอยต่างรุมกันส่งเสียงเห่าด้วยความตกใจเพราะเสียงปลุกที่ผ่านเครื่องเสียงระบบเซอราวด์ที่ดังมาก ๆนั่นเอง



ผมสะดุ้งตื่น ด้วยความงัวเงียบวกกับอาการเมาค้างจากการกินเบียร์ไปประมาณครึ่งลังลุกขึ้นมานั่งนิ่ง ๆ อยู่บนที่นอนเพื่อรวบรวมสติประมาณสิบวินาที พอเริ่มจะได้ที่ก็ใช้มือลูบ ๆ คลำ ๆ ควานหา i-Pod Touch คู่ใจที่อยู่ใต้หมอนเพื่อที่จะปิดเสียงปลุกที่ดังสะเทือนเลือนลั่นทั้งซอย ย้ำว่าสะเทือนเลือนลั่นทั้งซอยจริง ๆ ครับ กับเสียงปลุก เพราะผมตั้งเวลาปลุกก่อนที่จะนอนแถมยังเปิดเสียงในตัวเครื่องจนสุดโวลุ่มของเจ้า i-Pod Touch มันแล้ว ในสมองผมคิดว่า ลำพังระดับเดซิเบลของตัวเครื่องมันยังไม่พอที่จะปลุกขี้เมาที่อดหลับอดนอนมาแล้วสองคืนสักคนเดียวได้อย่างแน่เลยเพราะขนาดของมันนั้นเล็กกว่าฝ่ามือผมเสียอีก มิหนำซ้ำเสียงที่ออกจากตัวเจ้าi-Pod Touchก็ประมาณ ลูกแมวหิวนมแม่เท่านั้น


ผมจึงจัดการอัพเกรดเพิ่มพลังในการทำลายล้างแก้วหูโดยการต่อi-Pod Touch เข้ากับ เครื่องเสียงยี่ห้อ แฟนตาเซียลายไม้ 3.1 50 Hz 35 Watt ที่อยู่ใต้ทีวี แล้วเร่งเสียงจนสุดลูกบิด แม้แต่โทน แหลม กลาง และเบส ผมหมุนหมดทุกตัวอย่างไม่ต้องเกรงใจเพื่อนบ้านข้าง ๆ ก่อนที่จะนอนครับ คิดดูละกันว่าเมื่อเสียงปลุกดังขึ้นมา ขนาดหมายังตกใจตื่นกันทั้งซอย มันดังขนาดไหน ยิ่งไปกว่านั้นผมก็นอนติดกับชุดเครื่องเสียงอีกต่างหาก หากไม่ตื่นอีกก็ให้มันรู้กันไป


หลังจากที่ปิดเสียงปลุกเสร็จเรียบร้อยก็มองไปที่นาฬิกาข้อมือปรากฎว่าเป็นเวลา 04.00 O’Clockสักแป๊บก็หยิบโทรศัพท์มือถือโทรปลุกน้องลูกหมี ณ บัด NOW


“โหล ขราบบบบบบบ ฟื้นได้แล้วน้องลูกหมี ตีสี่แล้วน่ะ”
“....... อืม ...... จ๊ะ ........” แน่นอนครับว่าเสียงน้องลูกหมีตอนพึ่งตื่นย่อมต้องสำเนียงโหยหวน น้ำเสียงโหยหาเป็นธรรมดา “ เดี๋ยวเค้าอาบน้ำก่อนน่ะ” น้องลูกหมีกล่าวก่อนที่จะวางโทรศัพท์



เพิ่มพลังก่อนออกทริปครับ

หลังจากวางสายจากน้องลูกหมี ผมก็เริ่มปฏิบัติการเพิ่มพลังยามเช้าและถอนอาการเมาค้างแบบโดยด่วนเพราะผมต้องเป็นคนขับรถ โดยสูตรลับเฉพาะนี้ นำโปรตีนสกัดเข้มข้น นิวทริไลท์นิวทริ-โปรตีน (Nutrilite nutria-protein ) ของแอมเวย์(Amway) เพียง 1 ช้อนตวงกับน้ำผลไม้ 100% ยี่ห้อ ยูนิฟ(U-Nif) กล่องขนาด 200 มิลลิกรัม 1 กล่องที่แช่ในตู้เย็นจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ผสมรวมไปในแก้วเชค(Shaker) แล้วเขย่าจนโปรตีนกับน้ำผลไม้เข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน   ดูซิว่าเหมือนกับอะไร ..... ใช่แล้วครับ ไอศกรีมรสผักและผลไม้รวมพลังงานสูงนั่นเอง ดื่มไปแก้วหนึ่งก็เริ่มรู้สึกสดชื่นอย่างอัศจรรย์เพื่อเตรียมรับศึกหนักที่ต้องใช้พลังกายและพลังใจในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้


ที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่สำคัญมากครับ มันคือทริปแรกที่ผมได้เดินทางไปเที่ยวพักแรมกับน้องลูกหมีกันแบบสองต่อสองในต่างอำเภอ ใช้เวลาหนึ่งคืนสองวัน ที่แรกสำหรับทริปนี้ก็คือ เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเราได้ล่องเรือชม”กุ้ยหลินแห่งสยามประเทศ”กันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เวลาตอนนั้นประมาณ 06.15น. ตามเวลาหน้าปัดนาฬิกาของผม ด้วยความที่อยากจะให้เป็นส่วนตัว จึงเหมาเรือเปิดประทุนกันไปดีกว่า แค่เราสามคน ไม่ผิดครับ สามคน เพราะผมขับเรือไม่เป็นก็เลยต้องมีพี่เจ้าของเรือมาด้วยครับ รวมเป็นสามคน บรรยากาศยามเช้าตรู่ขอบอกว่าสวยมากครับ มีหมอกขาวลอยตัดกับยอดเขาเขาที่อาบด้วยสีเหลืองทองจากดวงอาทิตย์ ผืนน้ำเขียวมรกตผสมกับแสงสีทองของดวงอาทิตย์ทอลงมายังยอดคลื่นน้ำจนเป็นแสงระยิบระยับราวกับอยู่บนแถบทะเลอันดามันของประเทศไทย แล้วมีผู้หญิงสวยคนหนึ่งอยู่ข้าง ๆ มันให้ความรู้สึกที่ผมอยากจะบอกว่า..... คุ้มค่ามากภาพที่ถ่ายออกมาผมว่าดูยังไงก็ไม่เท่ากับที่ดวงตาเรามองเห็นในตอนนั้นหรอกครับ มันประทับอยู่ในความรู้สึกที่ว่า โอ้ เขื่อนบ้านเรามันสวยแบบนี้เลยหรอเนี่ย จากที่ผมถามพี่คนขับเรือนั้น เขาบอกว่า ความสวยงามจากสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่เคยถ่ายทำภาพยนตร์และโฆษณามาแล้วหลายเรื่อง แถมพี่คนขับเรือยังเล่าประวัติเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับหมู่บ้านและวัดที่จมอยู่ใต้น้ำภายในเขื่อนแห่งนี้อย่างละเอียดยิบ ผมก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมเป็นคนขับเรือถึงรู้เรื่องละเอียดมากขนาดนี้ ถามไปถามมาพี่คนขับเรือก็บอกว่า หมู่บ้านที่จมเป็นหมู่บ้านที่พี่เคยอยู่เองนั่นแหละน้องเอ้ย


น้องลูกหมีขณะที่อยู่บนเรือเปิดประทุน

เรือเปิดประทุนก็ผ่านเกาะเล็ก เกาะใหญ่ เกาะกว้าง เกาะลีบ เกาะน้อย มามากมาย จนมาถึงจุดที่เรือค่อนข้างที่จะจอดค่อนข้างนาน ณ จุดนี้ เขาเรียกกันว่า “เขาสามเกลอ” แต่สามเกลอนี้หัวไม่ขาดแน่นอน อิอิซึ่งเรือทุกลำจะมาสิ้นสุดกันที่จุดนี้เพื่อที่จะตั้งหลักไปยังจุดอื่นอีกและถัดจากจุดที่เรียกว่า เขาสามเกลอ เราก็ได้มาแวะพักให้อาหารปลากันที่แพแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งแวะถ่ายรูปกันไปหลายแชะอยู่เหมือนกัน และเราก็นั่งเรือต่อมายังเกาะอีกแห่งหนึ่งซึ่งจะต้องเดินด้วยเท้า (แน่นอนอยู่แล้ว ใครจะบ้าเดินด้วยหัวไหล่ว่ะ) ข้ามเขาลูกน้อย ๆ โดยมีระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเศษ ๆ เมื่อข้ามมายังอีกซีกหนึ่งของเขา ก็จะมีทางเดินไปยังแพซึ่งจุดนี้จะมีสุขาสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นสุขาที่สะอาดมาก ๆ แม้จะทำจากสังกะสีแบบง่าย ๆก็ตาม แล้วเราก็มาขึ้นแพเพื่อที่จะข้ามลำน้ำเล็ก ๆ ไปดูหินงอกหินย้อยในถ้ำ เมื่อชมถ้ำแล้วก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึกจนอิ่มหนำสำราญพอสมควรก็เดินทางกลับย้อนไปยังที่ที่เรือของเราจอดรออยู่ หุหุ ช่วงนี้แหละที่ความท้อแท้มันเริ่มมาแวะเวียนในหัวใจ เพราะเราต้องเดินกลับกันอีกกิโลเศษ ๆ ............ ตอนนั้นท้อนิด ๆ ครับว่ามันไกล แต่ดีที่น้องลูกหมีเป็นคนพูดเก่ง จึงทำให้ผมรู้สึกเพลินไปกับการเดินข้ามเขา ชมนกชมป่า

ช่วงเวลาประมาณ หกโมงเช้า  อากาศแจ่มใสมากครับ





จุดต่อมาที่เราจะไปกันคือ แวะไปรับประทานอาหารเที่ยงกันครับ เราสองคนได้ไปจอดแวะกันที่แพเอกชน ผมจำได้ว่าเมนูที่สั่ง คือ ข้าวผัดสองจาน ไข่ดาวไม่สุก และพริกน้ำปลาผสมโคตรกระเทียม ทานเสร็จผมก็ตั้งใจว่าจะเดินทางกลับเลย จนกระทั่งน้องลูกหมีถามมาว่า

“ตัวเองอยากเล่นน้ำป่าว” ลูกหมีถาม แต่เหมือนผมจะได้ยินประโยคซ้อนมาในหูอีกมิติหนึ่งว่า ชั้นอยากเล่นน้ำมาก ๆ นะยะ !
“จะเล่นก็ได้ไม่เล่นก็ได้ ว่าแต่ลูกหมีอยากเล่นมากแน่เลยช่ายป่ะ” ผมถามกลับไป
“เค้าอ่าY Y.....” ลูกหมีทำหน้าเศร้านิด ๆ “แค่อยากเล่นนิดเดียว แต่ถ้าตัวเองไม่เล่นเค้าก็ไม่เล่นก็ได้ ตามใจตัวเองก็แล้วกัน”แต่เหมือนผมจะได้ยินประโยคซ้อนมาในหูอีกมิติหนึ่งอีกว่า ถ้าเค้าเล่น ตัวเองต้องเล่นเป็นเพื่อนเค้าด้วยนะพี่วิช อะไรแบบนี้อ่าครับ และคำถามต่อที่น้องลูกหมีถามผมอีกก็คือ
“ตัวเองอยากพายเรือด้วยไหมอ่า” น้องลูกหมีถามผม และอีกเช่นกันที่เหมือนผมจะได้ยินประโยคดังซ้อนมาในหูอีกมิติหนึ่งว่า ชั้นอยากพายเรืออย่างแรงเลยนะยะ

ตอนแรกผมกะจะนั่งดูน้องลูกหมีพายเรือแล้วก็เล่นน้ำอยู่บนแพ เพราะผมว่ายน้ำไม่เป็น ก็เลยออกอาการเป็นโรคกลัวน้ำลึก ชอบดูคนอื่น ๆว่ายน้ำกัน สุดท้ายก็มานั่งคิดว่า นาน ๆ จะได้มีวันหยุดมาเที่ยวกับน้องลูกหมีสักที อีกอย่างที่อุ่นใจขึ้นมาก็คือเสื้อชูชีพก็มีให้เราใช้สวมใส่ตอนเล่นน้ำ แล้วเราจะกลัวจมน้ำไปทำไมกัน มาถึงที่แล้วก็เอาให้คุ้มสักหน่อยก็เลยตัดสินใจพายเรือแคมนูกับสองต่อสองตอนนั้นก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ในความรู้สึกที่พายเรือแคมนูผมว่ามันน่ากลัวมากจริงๆแต่พอพายไปเรื่อยๆ กับน้องลูกหมี ความกลัวน้ำลึกก็เริ่มหายไปจากใจซะงั้น หลังจากพายเรือเสร็จก็จัดการภารกิจเล่นน้ำกันต่อเลยเลยครับ     จนเมื่อเมื่อรู้สึกว่าใกล้จะบ่ายโมงก็ขึ้นจากน้ำมานั่งพัก ไม่นานเราจึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังท่าเรือเพื่อที่จะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไปยัง จุดหมายต่อไป นั่นก็คือ ภูผาและลำธาร รีสอร์ท กิโลเมตรที่ 97 นั่นเอง
หลัวจากใช้เวลาเดินทางออกมาจากเขื่อนรัชชประภาจนกระทั่งยามบ่ายแก่ๆ ก็มาถึงที่หมาย เป็นรีสอร์ทที่ค่อนข้างสวยมากเพราะมีดอกไม้สีสันต่าง ๆ มากมาย ผีเสื้อสวยๆ บินไปบินมาดูแล้วเจริญหูเจริญตามาก หน้าผาที่สูงตระหง่านล้อมรอบดูแล้วเข้าถึงความเป็นธรรมชาติอย่างมาก เมื่อเข้ามายังห้องพักที่น้องลูกหมีจองไว้รู้สึกว่าไม่ผิดหวังครับ เพราะทำจากไม้ทั้งหลังและมองออกไปนอกระเบียงก็จะเห็นภูผาที่สูงใหญ่เข้ากับชื่อรีสอร์ทเป๊ะเลย ด้วยความที่ห้องพักพ้องนี้ตั้งอยู่บนเนิน ทำให้มองเห็นทางเดินที่ลาดยาวลงไปยังห้องอาหารและห้องพักอื่น ๆ อีกต่างหาก สวยงามอย่าบอกใครเชียวครับ พออาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าเราสองคนก็จัดการตะลุยสวนดอกไม้ และตามจุดต่างๆ ของรีสอร์ทเพื่อถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอกันไป

การได้พักผ่อนในคืนนั้นทำให้เราได้รู้ว่า รีสอร์ทแห่งนี้เงียบสงบมาก ความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง เสียดายที่คืนนั้นท้องฟ้าปิดเพราะเมฆฝนที่ก่อตัวตั้งแต่ช่วงเย็น ทำให้ไม่ได้นั่งดูดาวกัน




อากาศยามเช้ากับบริเวณชาน


เมื่อตื่นขึ้นมาทำให้รู้ว่า ทีเด็ดอยู่ที่เวลาตอนเช้าครับ จะมีหมอกค่อนข้างจัด แลดูสวยงามและโรแมนติกมาก ในยามเช้าเราสองคนนอนแช่น้ำในสระของรีสอร์ทที่อยู่ท่ามกลางไอหมอกและไอเมฆที่ลอยต่ำ จุดขายอีกจุดหนึ่งก็คือสวนหย่อมและสวนดอกไม้ที่ทางรีสอร์ทได้จัดไว้ให้ถ่ายรูป ใครที่หลงใหลในงานถ่ายรูปถ่ายภาพ คงถูกใจไม่น้อยแน่นอน ส่วนเราสองคนก็ถ่ายไปหลายรูปเหมือนกันนะ อิอิ ก่อนที่จะเดินทางออกจากรีสอร์ทในช่วงเที่ยงของวันและขากลับก็แวะไปถ่ายรูปที่สันเขื่อนรัชชประภาเป็นการทิ้งทวน ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับทริปนี้





ภาพสันเขื่อนขณะที่ถ่ายอยู่บนรถยนต์

เมืองไทย โดยเฉพาะภาคใต้บ้านเรา ยังมีอะไรให้เราได้ค้นหาอีกเยอะครับ AMAZING THAILAND กันนะครับ

3NISSIW AVW (-17-)


เวลา 09.37 น. ของวันดี ๆ อีกวันหนึ่ง

“ฮัลโหล” เสียงปลายสายแหบ ๆ และโรยราที่ดังขึ้นมาจากการรับโทรศัพท์ของอีกฝ่ายหนึ่งทำให้ผมตกเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ช่วงประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเสียงราวกับทหารหญิงสหรัฐที่กำลังบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิง โจมตี โดนระเบิด และคลานหนีข้าศึกพวกเวียดกงผ่านสมรภูมิที่อันตรายมาสามวันสามคืน ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเนื้อตัวมอมแมม สิ้นหวัง แถมยังมีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างกาย จนอ่อนแรงจวนเจียนแทบจะหมดลมหายใจ เสียงทักทายในการรับโทรศัพท์ที่แผ่วเบาราวกับเป็นการรวบรวมลมเข้าไปในปอดแล้วเปล่งเสียงออกมาเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างยากลำบากนี้ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมโทรศัพท์ผิดเบอร์ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่คุ้นหู แต่ผมก็ตั้งใจฟังต่อไปในสิ่งที่เธอพูด

“ลูก หมี ยางงง ม่ายย ตื่น” เป็นประโยคที่ออกจากปากเพื่อนของน้องลูกหมีอย่างยากลำบาก อารมณ์เหมือนกับมีเสมหะติดคอ ผมแทบหยุดหายใจในระหว่างที่เธอพูด แต่เสียงที่ออกมาทำให้รู้ว่า ผมโทรไม่ผิดเบอร์แต่เพื่อนน้องลูกหมีคงจะเพิ่งตื่นนอนเพราะรำคาญเสียงโทรศัพท์ที่ผมโทรเข้าเครื่องน้องลูกหมี ซึ่งเจ้าของเบอร์นี่สิ ยังไม่ฟื้นเลย เพราะฤทธิ์ยาที่กินเข้าไป

“ค่อยโทรมาใหม่น่ะ” เป็นประโยคส่งท้ายที่เพื่อนน้องลูกหมีบอกผมอย่างสุภาพก่อนที่จะวางสาย โดยต่อไปผมจะใช้ชื่อสมมุติเดียวกับนางเอกภาพยนตร์เรื่อง จักรยานสีแดง ให้แก่ของเพื่อนน้องลูกหมีคนนี้ว่า ขม ละกันน่ะ

นี่คือวันที่สามที่ผมไม่ได้เจอหน้าน้องลูกหมี เพราะน้องลูกหมีเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ ผมคิดถึงมากแต่ไม่รู้ว่าเวลานี้น้องลูกหมียังไม่ตื่น ความรู้สึกผิดที่ดันโทรไปรบกวนจนเพื่อนน้องลูกหมีทนเสียงรำคาญไม่ไหวจนต้องรับโทรศัพท์ก็เกิดขึ้นมาในใจผม
ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ สิบสองชั่วโมงผมโทรหาน้องลูกหมีเกือบสิบสายเห็นจะได้มั้ง แต่ไม่มีคนรับ ในสมองผมคิดไปต่างๆ นานาว่า แอบไปกินไข่แมงดาอีกแล้วเกิดอาการแพ้สลบไปหรือป่าว หรือว่า ลืมโทรศัพท์ไว้ที่ใดสักที่หนึ่ง หรือว่าอะไรไปต่าง ๆ นานาเป็นตุเป็นตะไปซะหมด สุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น น้องลูกหมีก็แค่นอนหลับอยู่ที่หอแล้วไม่รู้สึกตัวตอนโทรศัพท์ดัง ก็แค่นั้นเอง ส่วน ขม เนี่ยคิดว่าคงจะรำคาญผมมาหลายชั่วโมงแล้วมั้งแต่คงไม่กล้ารับโทรศัพท์น้องลูกหมีจนกระทั่งทนไม่ไหวมั้ง555555

ในทริปการไปเที่ยวเชียงคานกับเพื่อน ๆ ครั้งนี้ ทำให้ผมไม่ได้เจอหน้าน้องลูกหมีถึง 10 วัน คำนวณเป็นชั่วโมงก็ 240 ชั่วโมง หรือว่า 14,400 นาที หรือ 864,000 วินาที เกือบล้านเชียวน่ะ ในช่วงระหว่างนี้ผมได้แค่ติดต่อผ่านโทรศัพท์โดยการโทรหรือไม่ก็ส่งข้อความ เรื่องของเรื่องคือ โทรศัพท์ผมที่ซื้อมาใหม่หน้าจอมันดันมองไม่เห็น เพราะหล่นกระแทกพื้นแล้วกลิ้งไปแช่น้ำขังที่อยู่ข้างถนนจากการที่เมื่อวันก่อนผมไปหาน้องลูกหมี(รายละเอียดอ่านในหัวข้อ ) หากผมโทรไปแล้วน้องลูกหมีไม่รับ ผมมักจะส่งเป็นข้อความไปหาแทน ซึ่งดังที่เห็นในรูปนี้แหละครับ ให้ตีค่าเป็นความสมบูรณ์ของจอภาพเป็นตึก 100 ชั้นแล้วเทียบความละเอียดของจอที่ใช้ได้กับการเปิดไฟตามชั้นต่าง ๆ ไอเจ้าตึกนี่คงจะมีไฟสว่างไสวเพียงแค่ 4 ชั้นแรกของตึกแหละครับ ส่วนชั้นที่เหลือตั้งแต่ชั้นที่ 5 ขึ้นไปจนชั้นที่ 100 หลอดไฟเสีย บอด มืดสนิทครับ โทรศัพท์ผมก็เป็นคล้าย ๆ กรณีแบบนั้นแหละครับ เห็นตัวอักษรแค่บรรทัดแรกเท่า นั้น และเห็นแค่เกือบเต็มตัวอักษรเสียด้วย การที่จะส่งข้อความดี ๆ หาใครสักคนจึงต้องใช้ทั้งมโนภาพ จินตนาการ และโชคช่วยด้วยครับเช่นหากจะส่งคำว่า “ คิดถึง” ก็จะมีสูตรเฉพาะของ NOKIA ครับ แต่ถ้าเป็นข้อความอื่นอันนี้ต้องใช้โชคช่วยน่ะ

รอบหน้าคงต้องถอย IPhone 4S เสียแล้วมั้งเนี่ย

3NISSIW AVW (-16-)





วันก่อนไปดูภาพยนตร์มาเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ไทยสามมิติที่ผมคิดว่าใช้ทุนในการสร้างน้อยที่สุดในโลก เนื้อเรื่องตลอด 127 นาที ของเรื่องนี้แบ่งเป็นสามตอนฉายผ่านหน้าจอกระจกใสความกว้างยาวเทียบเท่ากับกระจกหน้ารถยนต์ ให้ภาพสมจริง ทั้งเรื่องมีแค่ฉากท้องฟ้ามืดครึ้มสีเทาปานกลางไปถึงเข้มปกคลุมเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง จนแสงจากพะอาทิตย์ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้ ด้านซ้ายเป็นพื้นที่ริมเขื่อนแม่น้ำมีห้องสมุดประชาชนอยู่ใกล้ ๆ หากมองไกลไปอีกสักนิดจะเห็นเรือหางยาวแล่นผ่ากลางแม่น้ำระหว่างฝั่งทั้งสองแล้วมียอดคลื่นน้ำเกิดขึ้นท้ายเรือบานเป็นแนวยาวอออกมาชนฝั่งทั้งสอง     ด้านขวาติดถนนและของคู่กันที่ขาดไม่ได้คือ การจราจรที่เริ่มจะติดขัดอันเป็นเรื่องธรรมดาของเมืองเศรษฐกิจที่กำลังมีการขยายตัว หนังเรื่องนี้จะมีตัวละครประกอบออกมาเป็นบางฉาก

ช่วงประมาณครึ่งชั่วโมงแรกจะเป็นตอนที่หนึ่ง มีตัวละครแสดงเป็นพ่อค้าขายโรตีสายไหมแบกคานหาบโดยเป็นท่อนไม้เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งนิ้วยาวสองเมตร พร้อมทั้งโรตีสายไหมแขวนเต็มปลายทั้งสองด้าน เดินผ่านหน้าเราสองคนไป พลันก็มีเสียงผู้หญิงแทรกขึ้นมาว่า

“วิช เค้าอยากกินโรตีสายไหม แต่ว่าไม่ได้สิ มันอ้วนนี่นา ไม่เอาดีกว่า”

พูดเอง ตอบเอง ตัดสินใจเองภายในเวลาไม่กี่วินาทีเกี่ยวกับเรื่องกิน เป็นหนึ่งในความสามารถของน้องลูกหมีจากหลาย ๆ ด้านครับ ไม่ต้องตกใจ

แล้วเราก็นั่งวิจารณ์บทภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ กันสองคนภายในรถยนต์ตรวจการ SUVที่จริงมันไม่ใช่ภาพยนตร์หรอกครับ แต่มันคือเหตุการณ์ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปนั่งคุยและได้อยู่ใกล้ ๆ ตัวน้องลูกหมีในรถยนต์ของเธอแบบสองต่อสองต่างหาก เพียงแต่ผมเปรียบเทียบให้เป็นการดูภาพยนตร์ซะเลย เพราะใช้เวลายังกับดูหนังจบไปหนึ่งเรื่องทีเดียว

เหตุการณ์ในวันนี้ผมไม่คิดว่าจะดูจนถึง127 นาที และผมไม่คิดว่าจะได้มานั่งกันสองคนกับน้องลูกหมีในรถยนต์ด้วยซ้ำเพราะว่าก่อนหน้านี้ ผมและน้องลูกหมีคุยกันทางโทรศัพท์ว่าผมอยากเจอหน้าสักแป๊บหนึ่ง จุดนัดพบก็จะเป็นบริเวณห้องสมุดประชาชนหากว่างแวะมาเจอหน่อย หากไม่มาเจอกัน ผมจะบุกไปถึงบ้านเพื่อไปเจอให้ได้ แม้ฝนจะตกหนักขนาดไหน (ผมเอาจริงน่ะ) ประจวบเหมาะว่าวันนั้นน้องลูกหมีกลับจากมหาลัยพอดี ก็มีโอกาสนัดแนะกันมาเจอจึงได้นั่งคุยกันแบบสองต่อสองในรถยนต์ วันนั้นบรรยากาศฝนตกพรำ ๆ บ้าง ตกตูมตามบ้าง ตกแบบไล่ช้างบ้าง เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของฝนที่ครบรสชาติจริง ๆ จำได้ว่าที่ผมพิงอยู่นี้มีตุ๊กตาหมี คุมะถือสตอเบอร์รี่ด้วยเป็นเบาะรองหลังด้านคนนั่งข้าง

“โอ้ ! แม่เจ้า T Tลุงคนนี้รีบไปไหนเนี่ย” พลันสายตาของน้องลูกหมีก็ส่งสัญญาณให้ผมหันไปทางด้านซ้ายมือของตัวผมเอง ผมคิดในใจ ทำไมต้องโอ้แม่เจ้าด้วย พอเห็นปุ๊บก็ตกใจนิด ๆ ให้เหตุการณ์เป็นตอนที่สองละกันน่ะครับ เพราะเหตุการณ์อันนี้ เป็นลุงคนหนึ่งแกเดินอยู่ริมฟุตบาทถนน โดยเดินออกมาจากห้องน้ำสาธารณะข้างหลังรถนี่เอง ลุงคนนั้นความสูงประมาณ 175 ซม. ใส่เสื้อยืดธรรมดา พร้อมทั้งรองเท้าหนังเดินออกมาจากห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ใกล้ ๆ และใส่กางเกงยีนส์ด้วย แต่ ! เป็นกางเกงยีนส์ที่ยังไม่ได้ติดตะขอ ยังไม่ได้รูดซิป และยังไม่ได้รัดเข็มขัด แกก็คงคิดว่าตัวแกเองคงยังอยู่ในห้องน้ำมั้ง5555 เดินออกมาโทง ๆ ริมฟุตบาทผ่านหน้าน้องลูกหมีและผมไป ผมไม่คิดว่าการนั่งคุยในรถกับสาวสวยจะมีเหตุการณ์ฮา ๆ แบบนี้เข้ามาด้วย แน่นอนครับ ใครเห็นเป็นต้องหัวเราะกันทุกคน

ส่วนที่สามซึ่งเป็นสุดท้ายที่เรานั่งวิจารณ์กันสองคนในรถยนต์ เป็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินจูงมือกันอยู่ในบริเวณนั้นแหละครับ ฝ่ายชายคือชาวต่างชาติ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนไทย ที่สะดุดตาเพระว่าฝ่ายชายค่อนข้างสูง ส่วนฝ่ายหญิงตัวค่อนข้างเล็ก ดูระยะ 100เมตร คือ พ่อกับลูกนี่เอง แต่พอเข้ามาใกล้สักหน่อยถึงได้รู้ว่าเขาน่าจะเป็นเพื่อนสนิทกันหรือเป็นแฟนกัน แต่เดินไปเดินมาเหมือนกับจะหาอะไรสักอย่าง

อันที่จริงมันไม่ได้สำคัญเลยครับว่าเราจะนั่งดูพ่อค้าสายไหม กับตาลุงที่เยี่ยวเสร็จแล้วลืมรูดซิปติดตะขอ หรือ ภาพยนตร์สี่มิติ ประเด็นไม่ใช่ “คุณมาดูอะไร” แต่อยู่ตรงที่ว่า ”คุณอยู่กับใคร” ผมตั้งใจที่จะมาหาน้องลูกหมีแค่ให้หายคิดถึง กะใช้เวลาประมาณ ห้านาที แต่ดันได้โบนัสเป็นสองชั่วโมงเศษ ว่าแล้วเนี่ยรู้สึกเหมือนกับมันผ่านไปแบบเร็วมาก ๆ เลยครับ กับบรรยากาศโรแมนติก มีสายฝนพรำ มีเพลงเพราะ ๆ ฟัง เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และมีผู้หญิงที่ผมเห็นหน้าเธอทุกครั้งแล้วเหมือนกับโลกนี้สดใสขึ้นมาทันที เรานั่งคุยกันสองคน ผมได้อยู่ใกล้ ๆ น้องลูกหมีตั้งสองชั่วโมง เป็นความสุขและความรู้สึกดี ๆที่ผมอยากจะบอกให้โลกได้รับรู้ครับว่า มันคงเป็นความรัก แน่นอน

3NISSIW AVW (-14-)


มีคำอยู่คำหนึ่งที่ผมจะบอกน้องลูกหมีว่า ห้ามพูดให้ผมฟัง จริงๆ มันไม่ได้เป็นคำที่หยาบคายหรือคำที่ความหมายแย่ ๆ อะไรหรอกครับ คำ ๆ นั้นคือคำว่า “จุ๊ฟจุ๊ฟ” จริง ๆ ผมรู้สึกดีมาก ๆ เวลาน้องลูกหมีพูดคำนี้ให้ผมได้ยิน แต่ผมมักจะรู้สึกเหมือนอ่อนแรง ไร้เรี่ยวแรง อ่อนระทวย ยังไงก็ม่าย รู้สึกจั๊กกะจี้รูหู ไม่รู้เป็นอะไร เอาสำลีมาปั่นก็ยังไม่หาย มีคืนหนึ่งก่อนที่ผมจะวางสายเพื่อจะนอน น้องลูกหมีพูดคำนี้ออกมาเป็นครั้งแรก แม่เจ้า ! รู้สึกเหมือนเป็นโรคเกาต์เลย คือ ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถในการนอนลำบากมาก ผ่านไปครึ่งนาทีรู้สึกว่าต้องเข้าห้องน้ำ ผ่านไปอีกครึ่งนาทีต้องหาอะไรทำผ่านไปอีกครึ่งนาทีเกิดอยากจะนอนแล้วต้องรีบหลับพอจะหลับก็อยากจะลุกขึ้นไปอาบน้ำ เป็นแบบนี้ราว สิบนาที แล้วร่างกายผมก็กลับมาสู่สภาวะปกติ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

ช่วงหลัง ๆ ก็เริ่มที่จะยอมรับว่าแค่คำสองคำ ผมไม่ควรที่จะมีปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่นอะไรมากมาย ขนาดนั้น เวลาได้ยินก็แค่ทำใจให้เป็นกลางไว้ พร้อมกับท่อง ยุบหนอ พองหนอ เท่านั้น