วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

3NISSIW AVW (-13-)


จากประสบการณ์ของผม เราสองคนรู้จักตัวตนของกันและกันเพียงผิวเผินมาก ๆ เท่านั้น ผมเคยคุยกับน้องลูกหมีว่าเราสองคนหากให้ผมตีค่าออกมาเป็นตัวเลขว่าผมรู้จักน้องลูกหมีแค่ไหน ผมให้ไม่ถึง หนึ่งเปอร์เซ็นต์สำหรับในสิ่งที่เรารู้จักกันและกันทั้งตัวน้องลูกหมีรู้จักผม และที่ผมรู้จักน้องลูกหมี ถามว่าทำไมมันน้อยจังแล้วมันน้อยขนาดนั้นจริงหรือป่าว คำตอบคือ จริงแท้แน่นอน ถ้าถามว่ามันน้อยเกินไหม ผมว่าไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์มันสมน้ำสมเนื้อกับเวลาเกือบสองเดือนที่เรารู้จักกันมา คนสองคนอายุ ยี่สิบกลาง ๆ ผมเคยบอกน้องลูกหมีว่าหากเราคิดจะคบกันจริง ๆ เราจำเป็นที่จะต้องมีเวลาอยู่ร่วมกันให้เยอะเพื่อที่จะเรียนรู้ความเป็นตัวตนของกันและกันให้มากที่สุด การที่แค่คุยเฟสบุ๊ค หรือโทรศัพท์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังไงก็ยังเป็นการติดต่อผ่านสื่ออยู่ดี คุยเฟสกันเป็นล้านแชทไม่เท่ากับการได้ยินเสียงคุยทางโทรศัพท์หนึ่งนาที ทำไมเป็นแบบนั้น ??? เพราะเฟสบุ๊ค คือข้อความที่ว่ากันจริง ๆแล้ว เราแค่เห็นแต่ตัวอักษรกับรูปภาพที่เจ้าของเฟสสามารถที่จะเลือกรูปอะไรก็ได้มาหรือพิมพ์อะไรก็ได้ หรือแม้แต่เพื่อน ๆ เค้าหรือใครก็ได้มาสวมรอยพิมพ์คุยกะเรา ผมกำลังจะบอกว่า เหมือนกับมันคือคนละอย่างกันกับคนที่เราคุยด้วยเพราะเราสามารถพิมพ์ หรือลงรูปอะไรก็ได้ แล้วพอเราเห็นรูปสวยๆ เราก็สร้างภาพขึ้นมาในสมองเราเอาเองว่าคนหนึ่งคน น่าจะแบบนั้นแบบนี้ แต่ยังไงก็ยังไม่ถึงตัวตนของเขาหรือเธอ ซึ่งมันยังห่างไกลนัก แต่หากใกล้ตัวเข้าไปอีกหน่อยก็จะเป็นการคุยโทรศัพท์ เราจะอ่านลักษณะบางส่วนได้จากเสียง ซึ่งผมคิดว่าโทรศัพท์นั้นหากเราใช้เพื่อการสร้างความสัมพันธ์ โทรศัพท์ คือเครื่องมือที่ใช้สะท้อนความคิดและบุคลิกของคนได้ดีทีเดียวแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เราจะรู้ว่าอีกฝั่งเป็นคนอย่างไรจากการใช้คำพูด จากการขอความคิดเห็น จากการฟังน้ำเสียง อะไรแบบนี้ครับ ซึ่งว่าไปแล้วมันก็แค่ให้เราได้รับรู้ผ่านการฟังเท่านั้น ท้ายที่สุดหากเราเป็นคนที่อยู่กับความเป็นจริง เราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน ให้มากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าคุยโทรศัพท์กันเป็นแสน ล้านนาทีโดยไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน ยังไม่เท่ากับการได้มาพบหน้ากันเพียงเสี้ยววินาทีด้วยซ้ำ ขอย้ำว่า ! เสี้ยววินาทีที่พบหน้าก็เยอะกว่าการคุยแต่โทรศัพท์ทั้งหมดมารวมกัน และ ย้ำ ! ผมไม่ได้เวอร์นะ แต่มันคือเรื่องจริง มันเทียบกันไม่ติดเลย ไอความที่ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เนี่ยมันก็เป็นเรื่องนึง แต่อีก เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะทำยังไงกับมันดีอ่า คือผมต้องบอกก่อนเลยว่า ผมจะเสียใจมากหาก เก้าสิบเก้าที่เรากำลังจะเติมให้เต็มเนี่ยมันจะเต็มได้จากการที่เราแค่คุยโทรศัพท์ จากการที่เราแค่เล่นเฟสบุ๊ค แต่ไม่ได้ใส่ใจในโลกความเป็นจริงมากนัก สื่อต่าง ๆ มันทำให้อะไรมันง่ายขึ้น ง่ายจนไม่สามารถจะกระทำบางอย่างที่ควรทำ หากมีทางให้ผมสองข้อ แล้วต้องเลือกที่จะทำสักข้อหนึ่ง ทางเลือกนั้นมีอยู่ว่าข้อที่ 1 ตอนนี้เรามาถึงยุค 5จี เป็นยุคที่เทคโนโลยีสามารถที่จะทำให้การติดต่อมีความสมบูรณ์แบบโดยหากผมโทรศัพท์หาใครปุ๊บ! แทนที่ผมจะเห็นแค่ภาพเคลื่อนไหวแค่ในจอเหมือนวีดีโอแชท ก็จะพัฒนามาเป็นการฉายภาพสามมิติผ่านไอ้ตัวยิงโปรเจ๊คต์เตอร์ออกมาเป็นแสงเลเซอร์ แล้วกลายเป็นว่าเสมือนตัวของน้องลูกหมีจริงๆ มายืนคุยกับผมถึงที่บ้านจริง ๆ แทนซึ่งน้องลูกหมีตัวจริงก็อยู่ที่บ้านของเธอ ผมก็อยู่ที่บ้านของผม โดยจะคุยนานแค่ไหนก็ได้ไม่ต้องเหนื่อยต่อการเดินทาง เทคโนโลยี 5 จีนี้ยังมีโปรแกรมที่สามารถเปลี่ยนชุดแต่งกายหรือแต่งหน้าให้เราสามารถที่จะดูดีได้ในชั่วพริบตาด้วย หล่อแค่ไหนก็ได้ สวยแค่ไหนก็ได้ เพียงปลายนิ้ว เพราะมันคือสื่อเสมือนจริง ที่ถูกสร้างโดยเทคโนโลยี เหมือนกับในหนังไซไฟ แถมผมยังนอนอยู่บ้านสบาย ๆ อีกต่างหาก กับอีกทางเลือกที่สองคือข้อที่ 2เรื่องสมมุติน่ะ ย้ำว่า เรื่องสมมุติ ผมใช้เวลาเดินทาง 20 นาทีขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านของผมลุยฝนตกหนัก แล้วฝ่าดงรถสิบล้อขนแร่แล้วต้องลุยน้ำท่วมเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร เพื่อไปหาเธอ เมื่อมาถึงผมก็เดินเข้ามาในร้านของเธอ ผมหยิบน้ำมันขวดตรงหน้าร้านมาเติมรถมอเตอร์ไซค์พลาง เดินวนในร้านน้องลูกหมีหยิบคอนพัฟต์หนึ่งห่อมายังเคาท์เตอร์คิดเงิน จ่ายตังค์ ห้าบาท สบตาห้าวินาที พูดกับน้องลูกหมีอีกห้าคำว่า ”วัน-นี้-น่า-รัก-จัง” น้องลูกหมีก็ยืนเขินบิดตัวค้างไว้ด้วยความบ้ายออีกห้าวินาที แล้วผมเหลือบไปเห็นลูกอมแถวเคาท์เตอร์นั้นอีก ห้า เม็ด ก็หยิบขึ้นมาพร้อมทั้งจ่ายตังเพิ่มอีกห้าบาทค่าลูกอม แล้ว สบตาน้องลูกหมีอีกห้าวินาที แล้วเดินผละจากเคาท์เตอร์น้องลูกหมีได้สัก ห้าก้าว แล้วก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านน้องลูกหมีลุยฝนตกหนัก ใช้เวลาอีก 20 นาทีในการกลับถึงบ้านอย่างสะบักสะบอม ย้ำส่งท้ายว่า เรื่องสมมุติครับ สมมุติเพื่อเป็นตัวอย่าง

แม้ว่าข้อ 1 จะสะดวกหรือดีเพียงไรและข้อ 2 จะอัปยศหรือเหนี่อย ทุเรศแค่ไหน แต่ผมขอเลือกที่ทำในแบบข้อที่สอง อยู่ดี ไม่ใช่เพราะมันง่ายหรือยาก หรือเพราะมันคือเรื่องสมมุติไม่สมมุติ เหนื่อยหรือไม่เหนื่อย ฝนตกหรือแดดออก ส้มตำปูปลาร้าหรือคอนพัฟต์ น้ำมันขวดหรือนมเปรี้ยว แต่ผมกำลังทำในสิ่งที่หัวใจผมต้องการ ผมแค่อยากไปอยู่ใกล้ ๆ ผู้หญิงที่ผมเฝ้าคิดถึงทุกวัน อาจจะแค่เดินเฉียดกัน หรือชวนผมกินส้มตำระยะเผาขน หรือช่วยกรอกน้ำมันจากแกลลอน ลงไปในขวด หรืออะไรก็ได้ วันละห้านาที หรือถ้าเยอะไป ก็สองนาที หรือนาทีนึง หรือสามสิบวิฯ หรือ ชั่วพริบตาก็ได้ แต่ขอให้ได้เห็นทุกวันละกันนะ น้องลูกหมีและคิดว่าเราตั้งใจจะทำไอเจ้าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือให้เป็นสิ่งที่น่าจดจำให้ได้มากขึ้นทุกวัน นี่คือความคิดผม ความรู้สึกมันผ่านสื่อไม่ได้ครับ มันต้องจากหัวใจถึงหัวใจเท่านั้น เห็นด้วยใช่ไหมครับ ^^

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น