
วันก่อนไปดูภาพยนตร์มาเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ไทยสามมิติที่ผมคิดว่าใช้ทุนในการสร้างน้อยที่สุดในโลก เนื้อเรื่องตลอด 127 นาที ของเรื่องนี้แบ่งเป็นสามตอนฉายผ่านหน้าจอกระจกใสความกว้างยาวเทียบเท่ากับกระจกหน้ารถยนต์ ให้ภาพสมจริง ทั้งเรื่องมีแค่ฉากท้องฟ้ามืดครึ้มสีเทาปานกลางไปถึงเข้มปกคลุมเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง จนแสงจากพะอาทิตย์ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้ ด้านซ้ายเป็นพื้นที่ริมเขื่อนแม่น้ำมีห้องสมุดประชาชนอยู่ใกล้ ๆ หากมองไกลไปอีกสักนิดจะเห็นเรือหางยาวแล่นผ่ากลางแม่น้ำระหว่างฝั่งทั้งสองแล้วมียอดคลื่นน้ำเกิดขึ้นท้ายเรือบานเป็นแนวยาวอออกมาชนฝั่งทั้งสอง ด้านขวาติดถนนและของคู่กันที่ขาดไม่ได้คือ การจราจรที่เริ่มจะติดขัดอันเป็นเรื่องธรรมดาของเมืองเศรษฐกิจที่กำลังมีการขยายตัว หนังเรื่องนี้จะมีตัวละครประกอบออกมาเป็นบางฉาก
ช่วงประมาณครึ่งชั่วโมงแรกจะเป็นตอนที่หนึ่ง มีตัวละครแสดงเป็นพ่อค้าขายโรตีสายไหมแบกคานหาบโดยเป็นท่อนไม้เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งนิ้วยาวสองเมตร พร้อมทั้งโรตีสายไหมแขวนเต็มปลายทั้งสองด้าน เดินผ่านหน้าเราสองคนไป พลันก็มีเสียงผู้หญิงแทรกขึ้นมาว่า
“วิช เค้าอยากกินโรตีสายไหม แต่ว่าไม่ได้สิ มันอ้วนนี่นา ไม่เอาดีกว่า”
พูดเอง ตอบเอง ตัดสินใจเองภายในเวลาไม่กี่วินาทีเกี่ยวกับเรื่องกิน เป็นหนึ่งในความสามารถของน้องลูกหมีจากหลาย ๆ ด้านครับ ไม่ต้องตกใจ
แล้วเราก็นั่งวิจารณ์บทภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ กันสองคนภายในรถยนต์ตรวจการ SUVที่จริงมันไม่ใช่ภาพยนตร์หรอกครับ แต่มันคือเหตุการณ์ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปนั่งคุยและได้อยู่ใกล้ ๆ ตัวน้องลูกหมีในรถยนต์ของเธอแบบสองต่อสองต่างหาก เพียงแต่ผมเปรียบเทียบให้เป็นการดูภาพยนตร์ซะเลย เพราะใช้เวลายังกับดูหนังจบไปหนึ่งเรื่องทีเดียว
เหตุการณ์ในวันนี้ผมไม่คิดว่าจะดูจนถึง127 นาที และผมไม่คิดว่าจะได้มานั่งกันสองคนกับน้องลูกหมีในรถยนต์ด้วยซ้ำเพราะว่าก่อนหน้านี้ ผมและน้องลูกหมีคุยกันทางโทรศัพท์ว่าผมอยากเจอหน้าสักแป๊บหนึ่ง จุดนัดพบก็จะเป็นบริเวณห้องสมุดประชาชนหากว่างแวะมาเจอหน่อย หากไม่มาเจอกัน ผมจะบุกไปถึงบ้านเพื่อไปเจอให้ได้ แม้ฝนจะตกหนักขนาดไหน (ผมเอาจริงน่ะ) ประจวบเหมาะว่าวันนั้นน้องลูกหมีกลับจากมหาลัยพอดี ก็มีโอกาสนัดแนะกันมาเจอจึงได้นั่งคุยกันแบบสองต่อสองในรถยนต์ วันนั้นบรรยากาศฝนตกพรำ ๆ บ้าง ตกตูมตามบ้าง ตกแบบไล่ช้างบ้าง เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของฝนที่ครบรสชาติจริง ๆ จำได้ว่าที่ผมพิงอยู่นี้มีตุ๊กตาหมี คุมะถือสตอเบอร์รี่ด้วยเป็นเบาะรองหลังด้านคนนั่งข้าง
“โอ้ ! แม่เจ้า T Tลุงคนนี้รีบไปไหนเนี่ย” พลันสายตาของน้องลูกหมีก็ส่งสัญญาณให้ผมหันไปทางด้านซ้ายมือของตัวผมเอง ผมคิดในใจ ทำไมต้องโอ้แม่เจ้าด้วย พอเห็นปุ๊บก็ตกใจนิด ๆ ให้เหตุการณ์เป็นตอนที่สองละกันน่ะครับ เพราะเหตุการณ์อันนี้ เป็นลุงคนหนึ่งแกเดินอยู่ริมฟุตบาทถนน โดยเดินออกมาจากห้องน้ำสาธารณะข้างหลังรถนี่เอง ลุงคนนั้นความสูงประมาณ 175 ซม. ใส่เสื้อยืดธรรมดา พร้อมทั้งรองเท้าหนังเดินออกมาจากห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ใกล้ ๆ และใส่กางเกงยีนส์ด้วย แต่ ! เป็นกางเกงยีนส์ที่ยังไม่ได้ติดตะขอ ยังไม่ได้รูดซิป และยังไม่ได้รัดเข็มขัด แกก็คงคิดว่าตัวแกเองคงยังอยู่ในห้องน้ำมั้ง5555 เดินออกมาโทง ๆ ริมฟุตบาทผ่านหน้าน้องลูกหมีและผมไป ผมไม่คิดว่าการนั่งคุยในรถกับสาวสวยจะมีเหตุการณ์ฮา ๆ แบบนี้เข้ามาด้วย แน่นอนครับ ใครเห็นเป็นต้องหัวเราะกันทุกคน
ส่วนที่สามซึ่งเป็นสุดท้ายที่เรานั่งวิจารณ์กันสองคนในรถยนต์ เป็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินจูงมือกันอยู่ในบริเวณนั้นแหละครับ ฝ่ายชายคือชาวต่างชาติ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนไทย ที่สะดุดตาเพระว่าฝ่ายชายค่อนข้างสูง ส่วนฝ่ายหญิงตัวค่อนข้างเล็ก ดูระยะ 100เมตร คือ พ่อกับลูกนี่เอง แต่พอเข้ามาใกล้สักหน่อยถึงได้รู้ว่าเขาน่าจะเป็นเพื่อนสนิทกันหรือเป็นแฟนกัน แต่เดินไปเดินมาเหมือนกับจะหาอะไรสักอย่าง
อันที่จริงมันไม่ได้สำคัญเลยครับว่าเราจะนั่งดูพ่อค้าสายไหม กับตาลุงที่เยี่ยวเสร็จแล้วลืมรูดซิปติดตะขอ หรือ ภาพยนตร์สี่มิติ ประเด็นไม่ใช่ “คุณมาดูอะไร” แต่อยู่ตรงที่ว่า ”คุณอยู่กับใคร” ผมตั้งใจที่จะมาหาน้องลูกหมีแค่ให้หายคิดถึง กะใช้เวลาประมาณ ห้านาที แต่ดันได้โบนัสเป็นสองชั่วโมงเศษ ว่าแล้วเนี่ยรู้สึกเหมือนกับมันผ่านไปแบบเร็วมาก ๆ เลยครับ กับบรรยากาศโรแมนติก มีสายฝนพรำ มีเพลงเพราะ ๆ ฟัง เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และมีผู้หญิงที่ผมเห็นหน้าเธอทุกครั้งแล้วเหมือนกับโลกนี้สดใสขึ้นมาทันที เรานั่งคุยกันสองคน ผมได้อยู่ใกล้ ๆ น้องลูกหมีตั้งสองชั่วโมง เป็นความสุขและความรู้สึกดี ๆที่ผมอยากจะบอกให้โลกได้รับรู้ครับว่า มันคงเป็นความรัก แน่นอน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น