วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560
3NISSIW AVW (-22-) birthdays
เมื่อวานคือวันเกิดของน้องลูกหมี เวลานี้ที่ผมเขียนบทความอันนี้อยู่นั้นน้องลูกหมีได้เดินทางไปอยู่กรุงเทพเรียบร้อยแล้วครับ เพราะว่าอีกสามวันนั้นน้องลูกหมีจะต้องเตรียมตัวเพื่อที่จะเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศเกาหลีกับเพื่อนๆ
ผมจะไม่ได้เจอน้องลูกหมีประมาณเกือบครึ่งเดือน ในใจผมรู้สึกห่อเหี่ยว และคิดถึงน้องลูกหมีมากแน่นอน แต่อีกใจก็รู้สึกยินดีที่น้องลูกหมีได้ไปเที่ยวมีความสุขกับบรรดาเพื่อนฝูง ไปผ่อนคลาย ผมถือว่าอะไรที่ทำแล้วน้องลูกหมีมีความสุขก็ควรสนับสนุนและไม่ควรคัดค้าน ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อฝ่ายใด
คิด ๆ ดูแล้วอยากให้เธอกลับมาถึงสุราษฎร์ธานีเร็ว ๆ จัง
3NISSIW AVW (-21-)
ใจผู้หญิงช่างยากแท้หยั่งถึงเสียจริง ๆ เป็นสิ่งที่ผมมักจะคิดเสมอเวลาที่ต้องเลือกอะไรบางอย่างที่น้องลูกหมีเสนอให้มา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้องลูกหมีเช่าหนังแผ่นจากกร้านเช่าหนังมาสองเรื่อง ณ ตอนนั้นคงจะหนีไม่พ้นคำถามเกี่ยวกับหนังที่อยู่บนมือทั้งสองของน้องลูกหมีที่ว่า
“ตัวเองงงงงงงงง เค้าเอาหนังมาสองเรื่อง เค้าให้ตัวเองเลือกก็แล้วกันนะว่าตัวเองอยากจะดูเรื่องอะไรเป็นเรื่องแรก ” เอาละครับทีนี้ เป็นคำถามที่ผมใช้เวลาคิดอยู่พักใหญ่ ๆ จึงบอกกับน้องลูกหมีไปว่า
“ตามใจตัวเธอก็แล้วกัน ว่าอยากดูเรื่องอะไรก่อน ลูกหมีเลือกเหอะ” ผมพูดบอกปัดไปให้น้องลูกหมีเลือกแทน
“ไม่อาววววว เค้าอยากตามใจตัวเอง ให้ตัวเองนั่นแหละเลือกดูเลยว่าจะดูเรื่องอะไรก่อน เพราะสองเรื่องนี้เค้าอยากดูเท่า ๆ กันอยู่แล้ว เค้าเลือกไม่ถูกอะ ” น้องลูกหมีกล่าวพลางยื่นมือทั้งสองข้างส่งมาไว้ตรงหน้าผม ผมก็บอกไปว่าเรื่องอะไรก็ได้ แต่น้องลูกหมีก็คะยั้นคะยอให้ผมเลือก ไอตัวผมก็คิดว่าเรื่องอะไรก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ ก็เลยตัดสินใจเลือกหนังที่อยู่ในมือ.....
“งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ ดูแล้วน่าสนุกดี” นึกว่าถ้าผมเลือกไปแล้วมันจะจบง่าย ๆ หรือครับ หลังจากที่ผมได้เลือกไปทันใดนั้นน้องลูกหมีพูดทำเสียงอ้อนขึ้นมาว่า
“แต่เค้าอยากดูเรื่องข้างขวามากกว่าอ่ะ ” ( "- - ) (- -" ) เราสองคนเงียบไปประมาณสามวินาที สำหรับผมแล้วมันคือสามวินาทีที่ไว้อาลัยให้กับคำพูดที่ว่า
‘งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ ดูแล้วน่าสนุกดี’ ...’เค้าอยากตามใจตัวเอง’... ‘งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ ดูแล้วน่าสนุกดี’ .. ’เค้าอยากตามใจตัวเอง’...... ‘งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ ดูแล้วน่าสนุกดี’ ... ’เค้าอยากตามใจตัวเอง’....... ‘งั้นเอาเรื่องที่อยู่บนมือข้างซ้ายก็แล้วกันนะ ดูแล้วน่าสนุกดี’..... ’เค้าอยากตามใจตัวเอง’......
หุหุ สุดท้ายก็เป็นน้องลูกหมีที่เลือก
Zccc
3NISSIW AVW (-20-)
หากจะกล่าวถึงสถานที่ที่เราสองคนได้นัดพบกันเป็นประจำ คือ เกาะลำพู สุราษฎร์ธานี นับได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นัดเจอกันบ่อย ๆ ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ไปนั้น เป็นช่วงบ่ายของวัน และก็คงจะไม่พ้นนั่งคุยกุ๊บกิ๊บกันกันใต้ต้นไม้บ้าง ชวนให้อาหารปลาบ้าง เดินดูสุนัขขี้เรื้อนบ้าง ด้วยความที่ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ค่อยถูก ผมจึงซื้ออาหารปลาติดมือมาด้วย จะได้ชวนน้องลูกหมีให้อาหารปลาในสระน้ำกัน ซึ่งเหล่านั้น คือสิ่งแรก ๆ ที่เราทำกัน
ส่วนวันหลัง ๆ มาก็จัดการสืบหาข้อมูลเพิ่มจนรู้ว่ามีการให้บริการเพ้นท์ตุ๊กตากันบนเพาะลำพูด้วย จึงได้วางแผนไปนั่งระบายสีตุ๊กตาปูนปาสเตอร์กัน สำหรับตัวแรกที่ระบายกันก็จะเป็นสัตว์ประหลาดจาก วอลล์ ดิสนีย์ อย่างเจ้าตัว ซาตี๊ด (Stitch) เป็นผลงานที่เราสองคนร่วมกันนั่งหัวขุดหัวคู้ระบายกันจนกว่าจะเสร็จก็จำได้ว่านั่งหิวแสบไส้กันไป .......
ตุ๊กตาตัวที่สองที่เราไประบายกันอีกเมื่อครั้งล่าสุดที่ไปเกาะลำพูก็คือ Angry Bird จากการที่ได้รับบทเรียนมาครั้งแรกมาแล้ว จึงเอามาปรับปรุงกันโดยครั้งนี้เราใช้ตุ๊กตาปูนที่มีขนาดเล็กกว่าเพื่อประหยัดเวลาในการระบายสี และในระหว่างที่ระบายก็จัดการโซโล่ก๋วยเตี๋ยวเรือลงไปในพุงของตัวเองกันคนละถ้วย น้ำกันคนละแก้ว สบายใจกันไปคนละอิ่ม
และล่าสุดนั้นเป็นการวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าที่ผมกับน้องลูกหมีได้นัดกันไปวิ่ง แต่งตัวกันมาพร้อมออกรบกันเลยทีเดียว รองเท้าผ้าใบ เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น บรรยากาศยามเช้าที่เกาะลำพูนั้นดีมาก ๆ และนั่นคือวันแรกที่เราสองคนมาที่เกาะลำพูเพื่อออกกำลังกาย
"วันนี้เราสองคนจะต้องพยายามวิ่งกันให้ได้ประมาณสามรอบเกาะลำพูเป็นอย่างน้อย" ผมประกาศเจตจำนงให้น้องลูกหมีได้ยิน
"สามรอบเลยหรอ มันเยอะไปนะ ลดหน่อยได้ไหม" ลูกหมีพูดพร้อมทำตาปิ๊ง ๆ ส่งมาที่ผมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ เป็นการต่อรองยังกับซื้อผ้าในตลาดนัดยังไงยังงั้น "แบบนี้ละกันวิ่งจากสามรอบลดเหลือสองรอบแทน เต็มที่แล้วน่ะ" ผมฟันธงพร้อมยื่นคำขาด"มันก็ยังเยอะไปอยู่ดี บอกผ่านละกัน ขอครึ่งทางได้ไหมพี่วิช เอาเป็นหนึ่งรอบก็พอ" ลูกหมีบอก"ไม่ได้ วิ่งสองรอบก็ไม่ได้อะไร แล้วจะให้เหลือเป็นหนึ่งรอบ ลูกหมีไหวสุด ๆ ที่เท่าไหร่ ว่ามา" ผมต่อรองอีกครั้ง"วิ่งรอบเดียว !" "ได้ งั้นเอาเป็นว่าเราจะออกกำลังกายกันสามรอบเกาะลำพูรอบที่หนึ่งจะเดินแบบเบา ๆ พอรอบที่สองถึงค่อยวิ่ง รอบสุดท้ายค่อยเดินเป็นการปิดท้าย"
วางสา
และล่าสุดนั้นเป็นการวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าที่ผมกับน้องลูกหมีได้นัดกันไปวิ่ง แต่งตัวกันมาพร้อมออกรบกันเลยทีเดียว รองเท้าผ้าใบ เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น บรรยากาศยามเช้าที่เกาะลำพูนั้นดีมาก ๆ และนั่นคือวันแรกที่เราสองคนมาที่เกาะลำพูเพื่อออกกำลังกาย
"วันนี้เราสองคนจะต้องพยายามวิ่งกันให้ได้ประมาณสามรอบเกาะลำพูเป็นอย่างน้อย" ผมประกาศเจตจำนงให้น้องลูกหมีได้ยิน
"สามรอบเลยหรอ มันเยอะไปนะ ลดหน่อยได้ไหม" ลูกหมีพูดพร้อมทำตาปิ๊ง ๆ ส่งมาที่ผมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ เป็นการต่อรองยังกับซื้อผ้าในตลาดนัดยังไงยังงั้น "แบบนี้ละกันวิ่งจากสามรอบลดเหลือสองรอบแทน เต็มที่แล้วน่ะ" ผมฟันธงพร้อมยื่นคำขาด"มันก็ยังเยอะไปอยู่ดี บอกผ่านละกัน ขอครึ่งทางได้ไหมพี่วิช เอาเป็นหนึ่งรอบก็พอ" ลูกหมีบอก"ไม่ได้ วิ่งสองรอบก็ไม่ได้อะไร แล้วจะให้เหลือเป็นหนึ่งรอบ ลูกหมีไหวสุด ๆ ที่เท่าไหร่ ว่ามา" ผมต่อรองอีกครั้ง"วิ่งรอบเดียว !" "ได้ งั้นเอาเป็นว่าเราจะออกกำลังกายกันสามรอบเกาะลำพูรอบที่หนึ่งจะเดินแบบเบา ๆ พอรอบที่สองถึงค่อยวิ่ง รอบสุดท้ายค่อยเดินเป็นการปิดท้าย"
วางสา
3NISSIW AVW (-18-)

“อ๊อดดดดดดดดดดด ... อ๊อดดดดดดดดดดดดดดดด ... อ๊อดดดดดดดดดดดดด” Alarm sound
“ไอวิชชช นาฬิกาปลุก ...อ๊อดดดดดดด มึงจะดังไป ......อ๊อดดดดดดไหนว่ะ .....เฮ้ยยยยยยยยยย” เสียงพี่ชายผมตะโกนด้วยความรำคาญออกมาจากในห้องนอนอีกห้องที่อยู่ข้าง ๆ
“โฮ่ง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ .... อ๊อดดดดดดดดดดดด แบร๋วววววว .......อ๊อดดดดดดดด ......วู้วววววววววว โฮ่ง ๆ ๆ ๆ ...อ๊อดดดดดดดดดดดดด เอ๋งงงงง !!!” เสียงสุนัขข้างบ้านรวมทั้งตัวที่อยู่ในซอยต่างรุมกันส่งเสียงเห่าด้วยความตกใจเพราะเสียงปลุกที่ผ่านเครื่องเสียงระบบเซอราวด์ที่ดังมาก ๆนั่นเอง
ผมสะดุ้งตื่น ด้วยความงัวเงียบวกกับอาการเมาค้างจากการกินเบียร์ไปประมาณครึ่งลังลุกขึ้นมานั่งนิ่ง ๆ อยู่บนที่นอนเพื่อรวบรวมสติประมาณสิบวินาที พอเริ่มจะได้ที่ก็ใช้มือลูบ ๆ คลำ ๆ ควานหา i-Pod Touch คู่ใจที่อยู่ใต้หมอนเพื่อที่จะปิดเสียงปลุกที่ดังสะเทือนเลือนลั่นทั้งซอย ย้ำว่าสะเทือนเลือนลั่นทั้งซอยจริง ๆ ครับ กับเสียงปลุก เพราะผมตั้งเวลาปลุกก่อนที่จะนอนแถมยังเปิดเสียงในตัวเครื่องจนสุดโวลุ่มของเจ้า i-Pod Touch มันแล้ว ในสมองผมคิดว่า ลำพังระดับเดซิเบลของตัวเครื่องมันยังไม่พอที่จะปลุกขี้เมาที่อดหลับอดนอนมาแล้วสองคืนสักคนเดียวได้อย่างแน่เลยเพราะขนาดของมันนั้นเล็กกว่าฝ่ามือผมเสียอีก มิหนำซ้ำเสียงที่ออกจากตัวเจ้าi-Pod Touchก็ประมาณ ลูกแมวหิวนมแม่เท่านั้น
ผมจึงจัดการอัพเกรดเพิ่มพลังในการทำลายล้างแก้วหูโดยการต่อi-Pod Touch เข้ากับ เครื่องเสียงยี่ห้อ แฟนตาเซียลายไม้ 3.1 50 Hz 35 Watt ที่อยู่ใต้ทีวี แล้วเร่งเสียงจนสุดลูกบิด แม้แต่โทน แหลม กลาง และเบส ผมหมุนหมดทุกตัวอย่างไม่ต้องเกรงใจเพื่อนบ้านข้าง ๆ ก่อนที่จะนอนครับ คิดดูละกันว่าเมื่อเสียงปลุกดังขึ้นมา ขนาดหมายังตกใจตื่นกันทั้งซอย มันดังขนาดไหน ยิ่งไปกว่านั้นผมก็นอนติดกับชุดเครื่องเสียงอีกต่างหาก หากไม่ตื่นอีกก็ให้มันรู้กันไป
หลังจากที่ปิดเสียงปลุกเสร็จเรียบร้อยก็มองไปที่นาฬิกาข้อมือปรากฎว่าเป็นเวลา 04.00 O’Clockสักแป๊บก็หยิบโทรศัพท์มือถือโทรปลุกน้องลูกหมี ณ บัด NOW
“โหล ขราบบบบบบบ ฟื้นได้แล้วน้องลูกหมี ตีสี่แล้วน่ะ”
“....... อืม ...... จ๊ะ ........” แน่นอนครับว่าเสียงน้องลูกหมีตอนพึ่งตื่นย่อมต้องสำเนียงโหยหวน น้ำเสียงโหยหาเป็นธรรมดา “ เดี๋ยวเค้าอาบน้ำก่อนน่ะ” น้องลูกหมีกล่าวก่อนที่จะวางโทรศัพท์
![]() |
| เพิ่มพลังก่อนออกทริปครับ |
หลังจากวางสายจากน้องลูกหมี ผมก็เริ่มปฏิบัติการเพิ่มพลังยามเช้าและถอนอาการเมาค้างแบบโดยด่วนเพราะผมต้องเป็นคนขับรถ โดยสูตรลับเฉพาะนี้ นำโปรตีนสกัดเข้มข้น นิวทริไลท์นิวทริ-โปรตีน (Nutrilite nutria-protein ) ของแอมเวย์(Amway) เพียง 1 ช้อนตวงกับน้ำผลไม้ 100% ยี่ห้อ ยูนิฟ(U-Nif) กล่องขนาด 200 มิลลิกรัม 1 กล่องที่แช่ในตู้เย็นจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ผสมรวมไปในแก้วเชค(Shaker) แล้วเขย่าจนโปรตีนกับน้ำผลไม้เข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน ดูซิว่าเหมือนกับอะไร ..... ใช่แล้วครับ ไอศกรีมรสผักและผลไม้รวมพลังงานสูงนั่นเอง ดื่มไปแก้วหนึ่งก็เริ่มรู้สึกสดชื่นอย่างอัศจรรย์เพื่อเตรียมรับศึกหนักที่ต้องใช้พลังกายและพลังใจในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
ที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่สำคัญมากครับ มันคือทริปแรกที่ผมได้เดินทางไปเที่ยวพักแรมกับน้องลูกหมีกันแบบสองต่อสองในต่างอำเภอ ใช้เวลาหนึ่งคืนสองวัน ที่แรกสำหรับทริปนี้ก็คือ เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเราได้ล่องเรือชม”กุ้ยหลินแห่งสยามประเทศ”กันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เวลาตอนนั้นประมาณ 06.15น. ตามเวลาหน้าปัดนาฬิกาของผม ด้วยความที่อยากจะให้เป็นส่วนตัว จึงเหมาเรือเปิดประทุนกันไปดีกว่า แค่เราสามคน ไม่ผิดครับ สามคน เพราะผมขับเรือไม่เป็นก็เลยต้องมีพี่เจ้าของเรือมาด้วยครับ รวมเป็นสามคน บรรยากาศยามเช้าตรู่ขอบอกว่าสวยมากครับ มีหมอกขาวลอยตัดกับยอดเขาเขาที่อาบด้วยสีเหลืองทองจากดวงอาทิตย์ ผืนน้ำเขียวมรกตผสมกับแสงสีทองของดวงอาทิตย์ทอลงมายังยอดคลื่นน้ำจนเป็นแสงระยิบระยับราวกับอยู่บนแถบทะเลอันดามันของประเทศไทย แล้วมีผู้หญิงสวยคนหนึ่งอยู่ข้าง ๆ มันให้ความรู้สึกที่ผมอยากจะบอกว่า..... คุ้มค่ามากภาพที่ถ่ายออกมาผมว่าดูยังไงก็ไม่เท่ากับที่ดวงตาเรามองเห็นในตอนนั้นหรอกครับ มันประทับอยู่ในความรู้สึกที่ว่า โอ้ เขื่อนบ้านเรามันสวยแบบนี้เลยหรอเนี่ย จากที่ผมถามพี่คนขับเรือนั้น เขาบอกว่า ความสวยงามจากสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่เคยถ่ายทำภาพยนตร์และโฆษณามาแล้วหลายเรื่อง แถมพี่คนขับเรือยังเล่าประวัติเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับหมู่บ้านและวัดที่จมอยู่ใต้น้ำภายในเขื่อนแห่งนี้อย่างละเอียดยิบ ผมก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมเป็นคนขับเรือถึงรู้เรื่องละเอียดมากขนาดนี้ ถามไปถามมาพี่คนขับเรือก็บอกว่า หมู่บ้านที่จมเป็นหมู่บ้านที่พี่เคยอยู่เองนั่นแหละน้องเอ้ย
| น้องลูกหมีขณะที่อยู่บนเรือเปิดประทุน |
เรือเปิดประทุนก็ผ่านเกาะเล็ก เกาะใหญ่ เกาะกว้าง เกาะลีบ เกาะน้อย มามากมาย จนมาถึงจุดที่เรือค่อนข้างที่จะจอดค่อนข้างนาน ณ จุดนี้ เขาเรียกกันว่า “เขาสามเกลอ” แต่สามเกลอนี้หัวไม่ขาดแน่นอน อิอิซึ่งเรือทุกลำจะมาสิ้นสุดกันที่จุดนี้เพื่อที่จะตั้งหลักไปยังจุดอื่นอีกและถัดจากจุดที่เรียกว่า เขาสามเกลอ เราก็ได้มาแวะพักให้อาหารปลากันที่แพแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งแวะถ่ายรูปกันไปหลายแชะอยู่เหมือนกัน และเราก็นั่งเรือต่อมายังเกาะอีกแห่งหนึ่งซึ่งจะต้องเดินด้วยเท้า (แน่นอนอยู่แล้ว ใครจะบ้าเดินด้วยหัวไหล่ว่ะ) ข้ามเขาลูกน้อย ๆ โดยมีระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเศษ ๆ เมื่อข้ามมายังอีกซีกหนึ่งของเขา ก็จะมีทางเดินไปยังแพซึ่งจุดนี้จะมีสุขาสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นสุขาที่สะอาดมาก ๆ แม้จะทำจากสังกะสีแบบง่าย ๆก็ตาม แล้วเราก็มาขึ้นแพเพื่อที่จะข้ามลำน้ำเล็ก ๆ ไปดูหินงอกหินย้อยในถ้ำ เมื่อชมถ้ำแล้วก็ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึกจนอิ่มหนำสำราญพอสมควรก็เดินทางกลับย้อนไปยังที่ที่เรือของเราจอดรออยู่ หุหุ ช่วงนี้แหละที่ความท้อแท้มันเริ่มมาแวะเวียนในหัวใจ เพราะเราต้องเดินกลับกันอีกกิโลเศษ ๆ ............ ตอนนั้นท้อนิด ๆ ครับว่ามันไกล แต่ดีที่น้องลูกหมีเป็นคนพูดเก่ง จึงทำให้ผมรู้สึกเพลินไปกับการเดินข้ามเขา ชมนกชมป่า
| ช่วงเวลาประมาณ หกโมงเช้า อากาศแจ่มใสมากครับ |
จุดต่อมาที่เราจะไปกันคือ แวะไปรับประทานอาหารเที่ยงกันครับ เราสองคนได้ไปจอดแวะกันที่แพเอกชน ผมจำได้ว่าเมนูที่สั่ง คือ ข้าวผัดสองจาน ไข่ดาวไม่สุก และพริกน้ำปลาผสมโคตรกระเทียม ทานเสร็จผมก็ตั้งใจว่าจะเดินทางกลับเลย จนกระทั่งน้องลูกหมีถามมาว่า
“ตัวเองอยากเล่นน้ำป่าว” ลูกหมีถาม แต่เหมือนผมจะได้ยินประโยคซ้อนมาในหูอีกมิติหนึ่งว่า ชั้นอยากเล่นน้ำมาก ๆ นะยะ !
“จะเล่นก็ได้ไม่เล่นก็ได้ ว่าแต่ลูกหมีอยากเล่นมากแน่เลยช่ายป่ะ” ผมถามกลับไป
“เค้าอ่าY Y.....” ลูกหมีทำหน้าเศร้านิด ๆ “แค่อยากเล่นนิดเดียว แต่ถ้าตัวเองไม่เล่นเค้าก็ไม่เล่นก็ได้ ตามใจตัวเองก็แล้วกัน”แต่เหมือนผมจะได้ยินประโยคซ้อนมาในหูอีกมิติหนึ่งอีกว่า ถ้าเค้าเล่น ตัวเองต้องเล่นเป็นเพื่อนเค้าด้วยนะพี่วิช อะไรแบบนี้อ่าครับ และคำถามต่อที่น้องลูกหมีถามผมอีกก็คือ
“ตัวเองอยากพายเรือด้วยไหมอ่า” น้องลูกหมีถามผม และอีกเช่นกันที่เหมือนผมจะได้ยินประโยคดังซ้อนมาในหูอีกมิติหนึ่งว่า ชั้นอยากพายเรืออย่างแรงเลยนะยะ
ตอนแรกผมกะจะนั่งดูน้องลูกหมีพายเรือแล้วก็เล่นน้ำอยู่บนแพ เพราะผมว่ายน้ำไม่เป็น ก็เลยออกอาการเป็นโรคกลัวน้ำลึก ชอบดูคนอื่น ๆว่ายน้ำกัน สุดท้ายก็มานั่งคิดว่า นาน ๆ จะได้มีวันหยุดมาเที่ยวกับน้องลูกหมีสักที อีกอย่างที่อุ่นใจขึ้นมาก็คือเสื้อชูชีพก็มีให้เราใช้สวมใส่ตอนเล่นน้ำ แล้วเราจะกลัวจมน้ำไปทำไมกัน มาถึงที่แล้วก็เอาให้คุ้มสักหน่อยก็เลยตัดสินใจพายเรือแคมนูกับสองต่อสองตอนนั้นก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี ในความรู้สึกที่พายเรือแคมนูผมว่ามันน่ากลัวมากจริงๆแต่พอพายไปเรื่อยๆ กับน้องลูกหมี ความกลัวน้ำลึกก็เริ่มหายไปจากใจซะงั้น หลังจากพายเรือเสร็จก็จัดการภารกิจเล่นน้ำกันต่อเลยเลยครับ จนเมื่อเมื่อรู้สึกว่าใกล้จะบ่ายโมงก็ขึ้นจากน้ำมานั่งพัก ไม่นานเราจึงตัดสินใจเดินทางกลับมายังท่าเรือเพื่อที่จะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไปยัง จุดหมายต่อไป นั่นก็คือ ภูผาและลำธาร รีสอร์ท กิโลเมตรที่ 97 นั่นเอง
หลัวจากใช้เวลาเดินทางออกมาจากเขื่อนรัชชประภาจนกระทั่งยามบ่ายแก่ๆ ก็มาถึงที่หมาย เป็นรีสอร์ทที่ค่อนข้างสวยมากเพราะมีดอกไม้สีสันต่าง ๆ มากมาย ผีเสื้อสวยๆ บินไปบินมาดูแล้วเจริญหูเจริญตามาก หน้าผาที่สูงตระหง่านล้อมรอบดูแล้วเข้าถึงความเป็นธรรมชาติอย่างมาก เมื่อเข้ามายังห้องพักที่น้องลูกหมีจองไว้รู้สึกว่าไม่ผิดหวังครับ เพราะทำจากไม้ทั้งหลังและมองออกไปนอกระเบียงก็จะเห็นภูผาที่สูงใหญ่เข้ากับชื่อรีสอร์ทเป๊ะเลย ด้วยความที่ห้องพักพ้องนี้ตั้งอยู่บนเนิน ทำให้มองเห็นทางเดินที่ลาดยาวลงไปยังห้องอาหารและห้องพักอื่น ๆ อีกต่างหาก สวยงามอย่าบอกใครเชียวครับ พออาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าเราสองคนก็จัดการตะลุยสวนดอกไม้ และตามจุดต่างๆ ของรีสอร์ทเพื่อถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอกันไป
การได้พักผ่อนในคืนนั้นทำให้เราได้รู้ว่า รีสอร์ทแห่งนี้เงียบสงบมาก ความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง เสียดายที่คืนนั้นท้องฟ้าปิดเพราะเมฆฝนที่ก่อตัวตั้งแต่ช่วงเย็น ทำให้ไม่ได้นั่งดูดาวกัน
| อากาศยามเช้ากับบริเวณชาน |
เมื่อตื่นขึ้นมาทำให้รู้ว่า ทีเด็ดอยู่ที่เวลาตอนเช้าครับ จะมีหมอกค่อนข้างจัด แลดูสวยงามและโรแมนติกมาก ในยามเช้าเราสองคนนอนแช่น้ำในสระของรีสอร์ทที่อยู่ท่ามกลางไอหมอกและไอเมฆที่ลอยต่ำ จุดขายอีกจุดหนึ่งก็คือสวนหย่อมและสวนดอกไม้ที่ทางรีสอร์ทได้จัดไว้ให้ถ่ายรูป ใครที่หลงใหลในงานถ่ายรูปถ่ายภาพ คงถูกใจไม่น้อยแน่นอน ส่วนเราสองคนก็ถ่ายไปหลายรูปเหมือนกันนะ อิอิ ก่อนที่จะเดินทางออกจากรีสอร์ทในช่วงเที่ยงของวันและขากลับก็แวะไปถ่ายรูปที่สันเขื่อนรัชชประภาเป็นการทิ้งทวน ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับทริปนี้
| ภาพสันเขื่อนขณะที่ถ่ายอยู่บนรถยนต์ |
เมืองไทย โดยเฉพาะภาคใต้บ้านเรา ยังมีอะไรให้เราได้ค้นหาอีกเยอะครับ AMAZING THAILAND กันนะครับ
3NISSIW AVW (-17-)
เวลา 09.37 น. ของวันดี ๆ อีกวันหนึ่ง
“ฮัลโหล” เสียงปลายสายแหบ ๆ และโรยราที่ดังขึ้นมาจากการรับโทรศัพท์ของอีกฝ่ายหนึ่งทำให้ผมตกเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ช่วงประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเสียงราวกับทหารหญิงสหรัฐที่กำลังบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิง โจมตี โดนระเบิด และคลานหนีข้าศึกพวกเวียดกงผ่านสมรภูมิที่อันตรายมาสามวันสามคืน ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเนื้อตัวมอมแมม สิ้นหวัง แถมยังมีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างกาย จนอ่อนแรงจวนเจียนแทบจะหมดลมหายใจ เสียงทักทายในการรับโทรศัพท์ที่แผ่วเบาราวกับเป็นการรวบรวมลมเข้าไปในปอดแล้วเปล่งเสียงออกมาเพื่อขอความช่วยเหลืออย่างยากลำบากนี้ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมโทรศัพท์ผิดเบอร์ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่คุ้นหู แต่ผมก็ตั้งใจฟังต่อไปในสิ่งที่เธอพูด
“ลูก หมี ยางงง ม่ายย ตื่น” เป็นประโยคที่ออกจากปากเพื่อนของน้องลูกหมีอย่างยากลำบาก อารมณ์เหมือนกับมีเสมหะติดคอ ผมแทบหยุดหายใจในระหว่างที่เธอพูด แต่เสียงที่ออกมาทำให้รู้ว่า ผมโทรไม่ผิดเบอร์แต่เพื่อนน้องลูกหมีคงจะเพิ่งตื่นนอนเพราะรำคาญเสียงโทรศัพท์ที่ผมโทรเข้าเครื่องน้องลูกหมี ซึ่งเจ้าของเบอร์นี่สิ ยังไม่ฟื้นเลย เพราะฤทธิ์ยาที่กินเข้าไป
“ค่อยโทรมาใหม่น่ะ” เป็นประโยคส่งท้ายที่เพื่อนน้องลูกหมีบอกผมอย่างสุภาพก่อนที่จะวางสาย โดยต่อไปผมจะใช้ชื่อสมมุติเดียวกับนางเอกภาพยนตร์เรื่อง จักรยานสีแดง ให้แก่ของเพื่อนน้องลูกหมีคนนี้ว่า ขม ละกันน่ะ
นี่คือวันที่สามที่ผมไม่ได้เจอหน้าน้องลูกหมี เพราะน้องลูกหมีเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ ผมคิดถึงมากแต่ไม่รู้ว่าเวลานี้น้องลูกหมียังไม่ตื่น ความรู้สึกผิดที่ดันโทรไปรบกวนจนเพื่อนน้องลูกหมีทนเสียงรำคาญไม่ไหวจนต้องรับโทรศัพท์ก็เกิดขึ้นมาในใจผม
ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ สิบสองชั่วโมงผมโทรหาน้องลูกหมีเกือบสิบสายเห็นจะได้มั้ง แต่ไม่มีคนรับ ในสมองผมคิดไปต่างๆ นานาว่า แอบไปกินไข่แมงดาอีกแล้วเกิดอาการแพ้สลบไปหรือป่าว หรือว่า ลืมโทรศัพท์ไว้ที่ใดสักที่หนึ่ง หรือว่าอะไรไปต่าง ๆ นานาเป็นตุเป็นตะไปซะหมด สุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น น้องลูกหมีก็แค่นอนหลับอยู่ที่หอแล้วไม่รู้สึกตัวตอนโทรศัพท์ดัง ก็แค่นั้นเอง ส่วน ขม เนี่ยคิดว่าคงจะรำคาญผมมาหลายชั่วโมงแล้วมั้งแต่คงไม่กล้ารับโทรศัพท์น้องลูกหมีจนกระทั่งทนไม่ไหวมั้ง555555
ในทริปการไปเที่ยวเชียงคานกับเพื่อน ๆ ครั้งนี้ ทำให้ผมไม่ได้เจอหน้าน้องลูกหมีถึง 10 วัน คำนวณเป็นชั่วโมงก็ 240 ชั่วโมง หรือว่า 14,400 นาที หรือ 864,000 วินาที เกือบล้านเชียวน่ะ ในช่วงระหว่างนี้ผมได้แค่ติดต่อผ่านโทรศัพท์โดยการโทรหรือไม่ก็ส่งข้อความ เรื่องของเรื่องคือ โทรศัพท์ผมที่ซื้อมาใหม่หน้าจอมันดันมองไม่เห็น เพราะหล่นกระแทกพื้นแล้วกลิ้งไปแช่น้ำขังที่อยู่ข้างถนนจากการที่เมื่อวันก่อนผมไปหาน้องลูกหมี(รายละเอียดอ่านในหัวข้อ ) หากผมโทรไปแล้วน้องลูกหมีไม่รับ ผมมักจะส่งเป็นข้อความไปหาแทน ซึ่งดังที่เห็นในรูปนี้แหละครับ ให้ตีค่าเป็นความสมบูรณ์ของจอภาพเป็นตึก 100 ชั้นแล้วเทียบความละเอียดของจอที่ใช้ได้กับการเปิดไฟตามชั้นต่าง ๆ ไอเจ้าตึกนี่คงจะมีไฟสว่างไสวเพียงแค่ 4 ชั้นแรกของตึกแหละครับ ส่วนชั้นที่เหลือตั้งแต่ชั้นที่ 5 ขึ้นไปจนชั้นที่ 100 หลอดไฟเสีย บอด มืดสนิทครับ โทรศัพท์ผมก็เป็นคล้าย ๆ กรณีแบบนั้นแหละครับ เห็นตัวอักษรแค่บรรทัดแรกเท่า นั้น และเห็นแค่เกือบเต็มตัวอักษรเสียด้วย การที่จะส่งข้อความดี ๆ หาใครสักคนจึงต้องใช้ทั้งมโนภาพ จินตนาการ และโชคช่วยด้วยครับเช่นหากจะส่งคำว่า “ คิดถึง” ก็จะมีสูตรเฉพาะของ NOKIA ครับ แต่ถ้าเป็นข้อความอื่นอันนี้ต้องใช้โชคช่วยน่ะ
รอบหน้าคงต้องถอย IPhone 4S เสียแล้วมั้งเนี่ย
3NISSIW AVW (-16-)

วันก่อนไปดูภาพยนตร์มาเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ไทยสามมิติที่ผมคิดว่าใช้ทุนในการสร้างน้อยที่สุดในโลก เนื้อเรื่องตลอด 127 นาที ของเรื่องนี้แบ่งเป็นสามตอนฉายผ่านหน้าจอกระจกใสความกว้างยาวเทียบเท่ากับกระจกหน้ารถยนต์ ให้ภาพสมจริง ทั้งเรื่องมีแค่ฉากท้องฟ้ามืดครึ้มสีเทาปานกลางไปถึงเข้มปกคลุมเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง จนแสงจากพะอาทิตย์ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้ ด้านซ้ายเป็นพื้นที่ริมเขื่อนแม่น้ำมีห้องสมุดประชาชนอยู่ใกล้ ๆ หากมองไกลไปอีกสักนิดจะเห็นเรือหางยาวแล่นผ่ากลางแม่น้ำระหว่างฝั่งทั้งสองแล้วมียอดคลื่นน้ำเกิดขึ้นท้ายเรือบานเป็นแนวยาวอออกมาชนฝั่งทั้งสอง ด้านขวาติดถนนและของคู่กันที่ขาดไม่ได้คือ การจราจรที่เริ่มจะติดขัดอันเป็นเรื่องธรรมดาของเมืองเศรษฐกิจที่กำลังมีการขยายตัว หนังเรื่องนี้จะมีตัวละครประกอบออกมาเป็นบางฉาก
ช่วงประมาณครึ่งชั่วโมงแรกจะเป็นตอนที่หนึ่ง มีตัวละครแสดงเป็นพ่อค้าขายโรตีสายไหมแบกคานหาบโดยเป็นท่อนไม้เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งนิ้วยาวสองเมตร พร้อมทั้งโรตีสายไหมแขวนเต็มปลายทั้งสองด้าน เดินผ่านหน้าเราสองคนไป พลันก็มีเสียงผู้หญิงแทรกขึ้นมาว่า
“วิช เค้าอยากกินโรตีสายไหม แต่ว่าไม่ได้สิ มันอ้วนนี่นา ไม่เอาดีกว่า”
พูดเอง ตอบเอง ตัดสินใจเองภายในเวลาไม่กี่วินาทีเกี่ยวกับเรื่องกิน เป็นหนึ่งในความสามารถของน้องลูกหมีจากหลาย ๆ ด้านครับ ไม่ต้องตกใจ
แล้วเราก็นั่งวิจารณ์บทภาพยนตร์เรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ กันสองคนภายในรถยนต์ตรวจการ SUVที่จริงมันไม่ใช่ภาพยนตร์หรอกครับ แต่มันคือเหตุการณ์ที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปนั่งคุยและได้อยู่ใกล้ ๆ ตัวน้องลูกหมีในรถยนต์ของเธอแบบสองต่อสองต่างหาก เพียงแต่ผมเปรียบเทียบให้เป็นการดูภาพยนตร์ซะเลย เพราะใช้เวลายังกับดูหนังจบไปหนึ่งเรื่องทีเดียว
เหตุการณ์ในวันนี้ผมไม่คิดว่าจะดูจนถึง127 นาที และผมไม่คิดว่าจะได้มานั่งกันสองคนกับน้องลูกหมีในรถยนต์ด้วยซ้ำเพราะว่าก่อนหน้านี้ ผมและน้องลูกหมีคุยกันทางโทรศัพท์ว่าผมอยากเจอหน้าสักแป๊บหนึ่ง จุดนัดพบก็จะเป็นบริเวณห้องสมุดประชาชนหากว่างแวะมาเจอหน่อย หากไม่มาเจอกัน ผมจะบุกไปถึงบ้านเพื่อไปเจอให้ได้ แม้ฝนจะตกหนักขนาดไหน (ผมเอาจริงน่ะ) ประจวบเหมาะว่าวันนั้นน้องลูกหมีกลับจากมหาลัยพอดี ก็มีโอกาสนัดแนะกันมาเจอจึงได้นั่งคุยกันแบบสองต่อสองในรถยนต์ วันนั้นบรรยากาศฝนตกพรำ ๆ บ้าง ตกตูมตามบ้าง ตกแบบไล่ช้างบ้าง เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของฝนที่ครบรสชาติจริง ๆ จำได้ว่าที่ผมพิงอยู่นี้มีตุ๊กตาหมี คุมะถือสตอเบอร์รี่ด้วยเป็นเบาะรองหลังด้านคนนั่งข้าง
“โอ้ ! แม่เจ้า T Tลุงคนนี้รีบไปไหนเนี่ย” พลันสายตาของน้องลูกหมีก็ส่งสัญญาณให้ผมหันไปทางด้านซ้ายมือของตัวผมเอง ผมคิดในใจ ทำไมต้องโอ้แม่เจ้าด้วย พอเห็นปุ๊บก็ตกใจนิด ๆ ให้เหตุการณ์เป็นตอนที่สองละกันน่ะครับ เพราะเหตุการณ์อันนี้ เป็นลุงคนหนึ่งแกเดินอยู่ริมฟุตบาทถนน โดยเดินออกมาจากห้องน้ำสาธารณะข้างหลังรถนี่เอง ลุงคนนั้นความสูงประมาณ 175 ซม. ใส่เสื้อยืดธรรมดา พร้อมทั้งรองเท้าหนังเดินออกมาจากห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ใกล้ ๆ และใส่กางเกงยีนส์ด้วย แต่ ! เป็นกางเกงยีนส์ที่ยังไม่ได้ติดตะขอ ยังไม่ได้รูดซิป และยังไม่ได้รัดเข็มขัด แกก็คงคิดว่าตัวแกเองคงยังอยู่ในห้องน้ำมั้ง5555 เดินออกมาโทง ๆ ริมฟุตบาทผ่านหน้าน้องลูกหมีและผมไป ผมไม่คิดว่าการนั่งคุยในรถกับสาวสวยจะมีเหตุการณ์ฮา ๆ แบบนี้เข้ามาด้วย แน่นอนครับ ใครเห็นเป็นต้องหัวเราะกันทุกคน
ส่วนที่สามซึ่งเป็นสุดท้ายที่เรานั่งวิจารณ์กันสองคนในรถยนต์ เป็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินจูงมือกันอยู่ในบริเวณนั้นแหละครับ ฝ่ายชายคือชาวต่างชาติ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนไทย ที่สะดุดตาเพระว่าฝ่ายชายค่อนข้างสูง ส่วนฝ่ายหญิงตัวค่อนข้างเล็ก ดูระยะ 100เมตร คือ พ่อกับลูกนี่เอง แต่พอเข้ามาใกล้สักหน่อยถึงได้รู้ว่าเขาน่าจะเป็นเพื่อนสนิทกันหรือเป็นแฟนกัน แต่เดินไปเดินมาเหมือนกับจะหาอะไรสักอย่าง
อันที่จริงมันไม่ได้สำคัญเลยครับว่าเราจะนั่งดูพ่อค้าสายไหม กับตาลุงที่เยี่ยวเสร็จแล้วลืมรูดซิปติดตะขอ หรือ ภาพยนตร์สี่มิติ ประเด็นไม่ใช่ “คุณมาดูอะไร” แต่อยู่ตรงที่ว่า ”คุณอยู่กับใคร” ผมตั้งใจที่จะมาหาน้องลูกหมีแค่ให้หายคิดถึง กะใช้เวลาประมาณ ห้านาที แต่ดันได้โบนัสเป็นสองชั่วโมงเศษ ว่าแล้วเนี่ยรู้สึกเหมือนกับมันผ่านไปแบบเร็วมาก ๆ เลยครับ กับบรรยากาศโรแมนติก มีสายฝนพรำ มีเพลงเพราะ ๆ ฟัง เปิดแอร์เย็นฉ่ำ และมีผู้หญิงที่ผมเห็นหน้าเธอทุกครั้งแล้วเหมือนกับโลกนี้สดใสขึ้นมาทันที เรานั่งคุยกันสองคน ผมได้อยู่ใกล้ ๆ น้องลูกหมีตั้งสองชั่วโมง เป็นความสุขและความรู้สึกดี ๆที่ผมอยากจะบอกให้โลกได้รับรู้ครับว่า มันคงเป็นความรัก แน่นอน
3NISSIW AVW (-14-)

มีคำอยู่คำหนึ่งที่ผมจะบอกน้องลูกหมีว่า ห้ามพูดให้ผมฟัง จริงๆ มันไม่ได้เป็นคำที่หยาบคายหรือคำที่ความหมายแย่ ๆ อะไรหรอกครับ คำ ๆ นั้นคือคำว่า “จุ๊ฟจุ๊ฟ” จริง ๆ ผมรู้สึกดีมาก ๆ เวลาน้องลูกหมีพูดคำนี้ให้ผมได้ยิน แต่ผมมักจะรู้สึกเหมือนอ่อนแรง ไร้เรี่ยวแรง อ่อนระทวย ยังไงก็ม่าย รู้สึกจั๊กกะจี้รูหู ไม่รู้เป็นอะไร เอาสำลีมาปั่นก็ยังไม่หาย มีคืนหนึ่งก่อนที่ผมจะวางสายเพื่อจะนอน น้องลูกหมีพูดคำนี้ออกมาเป็นครั้งแรก แม่เจ้า ! รู้สึกเหมือนเป็นโรคเกาต์เลย คือ ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถในการนอนลำบากมาก ผ่านไปครึ่งนาทีรู้สึกว่าต้องเข้าห้องน้ำ ผ่านไปอีกครึ่งนาทีต้องหาอะไรทำผ่านไปอีกครึ่งนาทีเกิดอยากจะนอนแล้วต้องรีบหลับพอจะหลับก็อยากจะลุกขึ้นไปอาบน้ำ เป็นแบบนี้ราว สิบนาที แล้วร่างกายผมก็กลับมาสู่สภาวะปกติ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ช่วงหลัง ๆ ก็เริ่มที่จะยอมรับว่าแค่คำสองคำ ผมไม่ควรที่จะมีปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่นอะไรมากมาย ขนาดนั้น เวลาได้ยินก็แค่ทำใจให้เป็นกลางไว้ พร้อมกับท่อง ยุบหนอ พองหนอ เท่านั้น
3NISSIW AVW (-13-)

จากประสบการณ์ของผม เราสองคนรู้จักตัวตนของกันและกันเพียงผิวเผินมาก ๆ เท่านั้น ผมเคยคุยกับน้องลูกหมีว่าเราสองคนหากให้ผมตีค่าออกมาเป็นตัวเลขว่าผมรู้จักน้องลูกหมีแค่ไหน ผมให้ไม่ถึง หนึ่งเปอร์เซ็นต์สำหรับในสิ่งที่เรารู้จักกันและกันทั้งตัวน้องลูกหมีรู้จักผม และที่ผมรู้จักน้องลูกหมี ถามว่าทำไมมันน้อยจังแล้วมันน้อยขนาดนั้นจริงหรือป่าว คำตอบคือ จริงแท้แน่นอน ถ้าถามว่ามันน้อยเกินไหม ผมว่าไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์มันสมน้ำสมเนื้อกับเวลาเกือบสองเดือนที่เรารู้จักกันมา คนสองคนอายุ ยี่สิบกลาง ๆ ผมเคยบอกน้องลูกหมีว่าหากเราคิดจะคบกันจริง ๆ เราจำเป็นที่จะต้องมีเวลาอยู่ร่วมกันให้เยอะเพื่อที่จะเรียนรู้ความเป็นตัวตนของกันและกันให้มากที่สุด การที่แค่คุยเฟสบุ๊ค หรือโทรศัพท์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังไงก็ยังเป็นการติดต่อผ่านสื่ออยู่ดี คุยเฟสกันเป็นล้านแชทไม่เท่ากับการได้ยินเสียงคุยทางโทรศัพท์หนึ่งนาที ทำไมเป็นแบบนั้น ??? เพราะเฟสบุ๊ค คือข้อความที่ว่ากันจริง ๆแล้ว เราแค่เห็นแต่ตัวอักษรกับรูปภาพที่เจ้าของเฟสสามารถที่จะเลือกรูปอะไรก็ได้มาหรือพิมพ์อะไรก็ได้ หรือแม้แต่เพื่อน ๆ เค้าหรือใครก็ได้มาสวมรอยพิมพ์คุยกะเรา ผมกำลังจะบอกว่า เหมือนกับมันคือคนละอย่างกันกับคนที่เราคุยด้วยเพราะเราสามารถพิมพ์ หรือลงรูปอะไรก็ได้ แล้วพอเราเห็นรูปสวยๆ เราก็สร้างภาพขึ้นมาในสมองเราเอาเองว่าคนหนึ่งคน น่าจะแบบนั้นแบบนี้ แต่ยังไงก็ยังไม่ถึงตัวตนของเขาหรือเธอ ซึ่งมันยังห่างไกลนัก แต่หากใกล้ตัวเข้าไปอีกหน่อยก็จะเป็นการคุยโทรศัพท์ เราจะอ่านลักษณะบางส่วนได้จากเสียง ซึ่งผมคิดว่าโทรศัพท์นั้นหากเราใช้เพื่อการสร้างความสัมพันธ์ โทรศัพท์ คือเครื่องมือที่ใช้สะท้อนความคิดและบุคลิกของคนได้ดีทีเดียวแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เราจะรู้ว่าอีกฝั่งเป็นคนอย่างไรจากการใช้คำพูด จากการขอความคิดเห็น จากการฟังน้ำเสียง อะไรแบบนี้ครับ ซึ่งว่าไปแล้วมันก็แค่ให้เราได้รับรู้ผ่านการฟังเท่านั้น ท้ายที่สุดหากเราเป็นคนที่อยู่กับความเป็นจริง เราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน ให้มากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าคุยโทรศัพท์กันเป็นแสน ล้านนาทีโดยไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน ยังไม่เท่ากับการได้มาพบหน้ากันเพียงเสี้ยววินาทีด้วยซ้ำ ขอย้ำว่า ! เสี้ยววินาทีที่พบหน้าก็เยอะกว่าการคุยแต่โทรศัพท์ทั้งหมดมารวมกัน และ ย้ำ ! ผมไม่ได้เวอร์นะ แต่มันคือเรื่องจริง มันเทียบกันไม่ติดเลย ไอความที่ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เนี่ยมันก็เป็นเรื่องนึง แต่อีก เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะทำยังไงกับมันดีอ่า คือผมต้องบอกก่อนเลยว่า ผมจะเสียใจมากหาก เก้าสิบเก้าที่เรากำลังจะเติมให้เต็มเนี่ยมันจะเต็มได้จากการที่เราแค่คุยโทรศัพท์ จากการที่เราแค่เล่นเฟสบุ๊ค แต่ไม่ได้ใส่ใจในโลกความเป็นจริงมากนัก สื่อต่าง ๆ มันทำให้อะไรมันง่ายขึ้น ง่ายจนไม่สามารถจะกระทำบางอย่างที่ควรทำ หากมีทางให้ผมสองข้อ แล้วต้องเลือกที่จะทำสักข้อหนึ่ง ทางเลือกนั้นมีอยู่ว่าข้อที่ 1 ตอนนี้เรามาถึงยุค 5จี เป็นยุคที่เทคโนโลยีสามารถที่จะทำให้การติดต่อมีความสมบูรณ์แบบโดยหากผมโทรศัพท์หาใครปุ๊บ! แทนที่ผมจะเห็นแค่ภาพเคลื่อนไหวแค่ในจอเหมือนวีดีโอแชท ก็จะพัฒนามาเป็นการฉายภาพสามมิติผ่านไอ้ตัวยิงโปรเจ๊คต์เตอร์ออกมาเป็นแสงเลเซอร์ แล้วกลายเป็นว่าเสมือนตัวของน้องลูกหมีจริงๆ มายืนคุยกับผมถึงที่บ้านจริง ๆ แทนซึ่งน้องลูกหมีตัวจริงก็อยู่ที่บ้านของเธอ ผมก็อยู่ที่บ้านของผม โดยจะคุยนานแค่ไหนก็ได้ไม่ต้องเหนื่อยต่อการเดินทาง เทคโนโลยี 5 จีนี้ยังมีโปรแกรมที่สามารถเปลี่ยนชุดแต่งกายหรือแต่งหน้าให้เราสามารถที่จะดูดีได้ในชั่วพริบตาด้วย หล่อแค่ไหนก็ได้ สวยแค่ไหนก็ได้ เพียงปลายนิ้ว เพราะมันคือสื่อเสมือนจริง ที่ถูกสร้างโดยเทคโนโลยี เหมือนกับในหนังไซไฟ แถมผมยังนอนอยู่บ้านสบาย ๆ อีกต่างหาก กับอีกทางเลือกที่สองคือข้อที่ 2เรื่องสมมุติน่ะ ย้ำว่า เรื่องสมมุติ ผมใช้เวลาเดินทาง 20 นาทีขี่มอเตอร์ไซค์จากบ้านของผมลุยฝนตกหนัก แล้วฝ่าดงรถสิบล้อขนแร่แล้วต้องลุยน้ำท่วมเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร เพื่อไปหาเธอ เมื่อมาถึงผมก็เดินเข้ามาในร้านของเธอ ผมหยิบน้ำมันขวดตรงหน้าร้านมาเติมรถมอเตอร์ไซค์พลาง เดินวนในร้านน้องลูกหมีหยิบคอนพัฟต์หนึ่งห่อมายังเคาท์เตอร์คิดเงิน จ่ายตังค์ ห้าบาท สบตาห้าวินาที พูดกับน้องลูกหมีอีกห้าคำว่า ”วัน-นี้-น่า-รัก-จัง” น้องลูกหมีก็ยืนเขินบิดตัวค้างไว้ด้วยความบ้ายออีกห้าวินาที แล้วผมเหลือบไปเห็นลูกอมแถวเคาท์เตอร์นั้นอีก ห้า เม็ด ก็หยิบขึ้นมาพร้อมทั้งจ่ายตังเพิ่มอีกห้าบาทค่าลูกอม แล้ว สบตาน้องลูกหมีอีกห้าวินาที แล้วเดินผละจากเคาท์เตอร์น้องลูกหมีได้สัก ห้าก้าว แล้วก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านน้องลูกหมีลุยฝนตกหนัก ใช้เวลาอีก 20 นาทีในการกลับถึงบ้านอย่างสะบักสะบอม ย้ำส่งท้ายว่า เรื่องสมมุติครับ สมมุติเพื่อเป็นตัวอย่าง
แม้ว่าข้อ 1 จะสะดวกหรือดีเพียงไรและข้อ 2 จะอัปยศหรือเหนี่อย ทุเรศแค่ไหน แต่ผมขอเลือกที่ทำในแบบข้อที่สอง อยู่ดี ไม่ใช่เพราะมันง่ายหรือยาก หรือเพราะมันคือเรื่องสมมุติไม่สมมุติ เหนื่อยหรือไม่เหนื่อย ฝนตกหรือแดดออก ส้มตำปูปลาร้าหรือคอนพัฟต์ น้ำมันขวดหรือนมเปรี้ยว แต่ผมกำลังทำในสิ่งที่หัวใจผมต้องการ ผมแค่อยากไปอยู่ใกล้ ๆ ผู้หญิงที่ผมเฝ้าคิดถึงทุกวัน อาจจะแค่เดินเฉียดกัน หรือชวนผมกินส้มตำระยะเผาขน หรือช่วยกรอกน้ำมันจากแกลลอน ลงไปในขวด หรืออะไรก็ได้ วันละห้านาที หรือถ้าเยอะไป ก็สองนาที หรือนาทีนึง หรือสามสิบวิฯ หรือ ชั่วพริบตาก็ได้ แต่ขอให้ได้เห็นทุกวันละกันนะ น้องลูกหมีและคิดว่าเราตั้งใจจะทำไอเจ้าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่เหลือให้เป็นสิ่งที่น่าจดจำให้ได้มากขึ้นทุกวัน นี่คือความคิดผม ความรู้สึกมันผ่านสื่อไม่ได้ครับ มันต้องจากหัวใจถึงหัวใจเท่านั้น เห็นด้วยใช่ไหมครับ ^^
3NISSIW AVW (-12-)

และแล้วก็มาถึงวันที่ผมไม่คาดคิดอีกหนึ่งวัน เป็นเหตุการณ์ที่ผมตั้งตัวไม่ติดจริง ๆ ณ วันเวลาตอนนั้นที่เกิดขึ้น เป็นเวลา 21.04 น.ตามเวลาที่นาฬิกาข้อมือ ผมยืนต่อคิวรอยังกับสมัยประถมที่เข้าแถวรอกินข้าวเที่ยงกัน แต่ตอนนี้กลายเป็นเพื่อที่จะจ่ายเงินซื้อน้ำผลไม้ กับไส้กรอกชีสอีกสองถุงแทน ซึ่งอยู่ในร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่นหน้าปากซอยวัดโพธิ์ซอย 20 นี่เอง ขณะที่กำลังหัวเสียกับคิวที่ยาวเกือบสิบคน เพราะเคาท์เตอร์คิดเงินนั้น ใช้ได้แค่ฝั่งเดียว จู่ ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งโทรมาหาผม ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก......
“ฮัลโหล ขราบบบบบบบ” ประโยค ซิกเนเจอร์ในการรับโทรศัพท์ของผม ทำเอาลูกค้าที่ได้ยินเสียงการรับโทรศัพท์ของผมที่ต่อคิวอยู่ข้างหน้าเกือบสิบคนตอนนั้นต้องหันควับ ! มามองหนังหน้าของผมด้วยสายตาเย็นชากึ่งสงสัยว่าไอเจ้าของเสียง นี่เป็นใคร ก่อนที่จะหันหน้าช้า ๆกลับไปตามเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ตัวเธอ อยู่ไหนหรอ” ลูกหมีถาม
“อยู่ในใจเธอไง” พูดไม่ทันขาดคำ ไอเกือบสิบคนเมื่อกี้ก็หันหลังควับ ! มามองหน้าผมด้วยความพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง เหมือนกับคิดอะไรในใจบางอย่างว่า ‘อ้วกกกกกกกกก เน่าได้อีก’แล้วก็หันหน้ากลับช้า ๆไปรอจ่ายเงินตามเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ตอนนี้เค้าอยู่ที่ริมน้ำนะ” ลูกหมีพูด
“แล้วลูกหมีมากับใครหรอ” ผมถามต่อเพราะอยากรู้
“มาคนเดียวจ้า นั่งดูไฟที่เกาะลำพูสวย ๆ อยู่เนี่ย พาอ้วนมาเป็นเพื่อนด้วย(อ้วน เป็นฉายาของแมวเปอร์เซียที่น้องลูกหมีเลี้ยง) ถ้าว่างก็แวะมานั่งคุยกันน่ะ” น้องลูกหมีทิ้งท้าย
“โอเค อีก สิบห้านาที เจอกันน่ะ เคียมนี่แหละ หวัดดีขราบบบบบ” เป็นประโยควางสายที่ทำเอาไอเกือบสิบคนเดิมหันควับ !มามองหน้าผมอีกเป็นครั้งที่สาม แล้วมองยังกะผมเป็นพวก ซักกราวววววววววว ก่อนจะหันหน้ากลับไปช้า ๆ ตามเดิมยังกับมีใครมาโปรแกรมสมองไว้
หลังจากวางสาย ก็คงจะรู้น่ะครับ หากไม่ว่างก็ต้องว่างละทีนี้ ยกแขนขวามอง ดูเวลาในหน้าปัด G-SHOCK เรือนเขียวดำคู่ชีพ ต้องตกใจกับตัวเลข 21.07 น. อะไรวะเนี่ยแป๊บเดียวสามนาทีผ่านไปไวยังกับยืนรอซื้อของในเซเว่น ผมคิดว่าคงต้องทำเวลา ก็เลยจัดแจงซื้อของอะไรเสร็จเรียบร้อยก็กลับบ้านไป
เมื่อมาถึงบ้านคำนวณความน่าจะเป็นดูแล้ว หากอาบน้ำคงไม่ทันเป็นแน่ เพราะอย่างช้าสุดก็ เจ็ดนาทีเพราะฉะนั้นไม่อาบดีกว่า เปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบเสื้อยืดสีขาวมาเพราะเสื้อยืดเราไม่จำเป็นต้องรีด จัดการเซ็ตผม แล้วก็ฉีดสารกันบูดกลิ่นโปโล ชาย ตามสูตรการออกนอกบ้านของผม เมื่อแต่งตัวเสร็จ ก็หยิบกุญแจมอเตอร์ไซค์ ในขณะที่ผมสตาร์ทรถเตรียมจะเดินทาง ไอเจ้าโดม น้องชายที่อยู่ในบ้านก็ถามด้วยความสงสัย
“พี่วิช ออกไปทำงานเลยหรอครับพี่”
“เออ มีไรป่าวน้องโดม”
“เปล่าครับ ผมยังไม่เห็นพี่เข้าไปอาบน้ำเลย ก็เลยสงสัย”
“รู้ได้ไงว่าพี่ไม่อาบที”
“อ้าว พี่อาบตอนไหนอ่าครับ พี่เข้าบ้านมาเมื่อกี้แล้วพี่ก็ออกไปเลย ผมยังไม่เห็นพี่เข้าห้องน้ำเลยครับ”
“อาบแล้ว เมื่อเช้า” แล้วผมก็ออกจากบ้านไป
“..................”น้องโดมอึ้งแดกไปสองนาทีกับคำตอบแบบน้ำขุ่น ๆ ของผม
ไม่กี่อึดใจก็เดินทางมาถึงริมน้ำหลังจากที่ผมโทรหาน้องลูกหมีเพื่อถามตำแหน่งการนั่งของน้องลูกหมี ผมก็เดินลงมายังขั้นอัฒจรรย์ตรงริมน้ำที่ไว้สำหรับนั่งเชียร์เรือยาว มีคู่รักสักประมาณสองคู่มั้ง ที่นั่งจับคู่กุ๊ก กิ๊ก คุยกันอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ แม้บรรยากาศโดยรอบจะอยู่ในความมืด แต่ต้นไม้และถนนบริเวณนั้นถูกตกแต่งไปด้วยหลอดไฟหลากสี ไม่ว่าจะเป็นแสง แอลอีดีสีน้ำเงินบ้าง เขียวบ้าง ชมพูบ้างที่ตกแต่งบนต้นไม้จากเกาะลำพูต่างก็กระพริบกันเป็นจังหวะยังกับไฟเลี้ยวรถยนต์ และไคลแมกซ์ คือ ไฟประดับเป็นหลอดไฟแบบมีไส้สีเหลืองเรียงรายร้อยยาวไปตามสะพานข้ามแม่น้ำตาปีทำให้สะพานโดเด่นมาก หรือหลอดไฟสีประดับต้นหมากที่เรียงรายตามริมน้ำฝั่งที่ผมยืนอยู่เป็นสีสันที่ตัดกับความมืด ราวกับเอาขนมรวมมิตรไม่ใส่น้ำกะทิถ้วยเล็ก ๆ มาเทใส่รวมลงไปในหม้อข้าวเหนียวดำ ยังไงยังงั้น สวยมากๆ และโรแมนติกมาก ๆ ด้วย และแล้วสายตาผมก็ไปเห็นเด็กสาวสวยใส่เสื้อยืดคอกลมสีแด๊ง แดง นั่งตัวเล็ก ๆอยู่ไกล๊ ไกล ประมาณ สิบเมตรจากจุดที่ผมยืน อย่างโดดเดี่ยวพร้อมทั้งมีแมวน้อยนอนอยู่บนตัก ผมเดินตรงมุ่งเข้าไปหา น้องลูกหมีก็หันมาเห็นผมพอดีจึงยกมือเรียกผม ตอนนั้นจับทิศทางลมเหมือนอย่างที่เคยทำครับ และผมก็ได้นั่งขวามือของน้องลูกหมีซึ่งเป็นจุดที่อยู่เหนือลมไว้ก่อน กลิ่นสารกันบูดจะได้ทำงานแบบเต็มที่รอบๆตัวเราสองคนในรัศมี 4 เมตรนั้นไม่มีใครแม้แต่คนเดียว บรรยากาศเป็นใจมาก น้องลูกหมีก็นั่งคุยกับผม ผมก็นั่งเป็นผู้ฟังที่ดีแต่จริง ๆ แล้วตอนนั้นผมไม่ได้ฟังว่าน้องลูกหมีพูดอะไรมากหรอกครับ เพราะสายตาผมจ้องแต่น้องลูกหมีอย่างเดียว ตอนนั้นเหมือนตกอยู่ในภวังค์ และผมจำได้ว่าผมกล้าที่จะขออะไรบางอย่างกับน้องลูกหมี
“ขอจับหูหน่อยได้ป่าว” ผมถาม
“วิชอยากจับ วิชก็จับดิ” น้องลูกหมีบอกเป็นแนวเชิญชวน
ผมไม่รอช้าตามประสาผู้ชายมือไว มือผมได้ลูบไล้สัมผัสหูขาวข้างขวาอันขาวและอ่อนนุ่ม น้องลูกหมีก็ยังเฉยนิ่ง ผมก็เลยเอานิ้วชี้ทิ่มเข้าไปในหูประมาณสะกิด ๆ น้องลูกหมีก็ยังไม่ว่าอะไรผมก็เลยเอานิ้วชี้มาลูบ ๆ บริเวณแก้มใกล้กับปาก และลูบ ๆ ถู ๆ เบา ๆน้องลูกหมีก็พูดออกมาคำหนึ่ง
“วิช เบา ๆหน่อย เดี๋ยวหนวดไออ้วนมันหลุด” พอสิ้นเสียงน้องลูกหมี ผมถึงกับชะงัก
“สงสัย ไออ้วน มันเหมือนจะชอบให้วิชเกาคอให้มันนะ มันนอนนิ่งมากเลย” ลูกหมีบอก
“วิชชอบเลี้ยงแมวเหมือนลูกหมีนั่นแหละ ไม่รู้หรอ แต่รู้สึกว่าหูเจ้าอ้วนเนี่ยมันเล็กนิดเดียวเอง ถ้าเทียบกับโครงหน้าของมันอะ สงสัยเพราะว่ามันเป็นพันธุ์เปอร์เซียด้วยละมั้ง” ผมบอก
และแล้วเราก็นั่งคุยเรื่องแมวมั่ง เรื่องโน่นมั่ง เรื่องนี่มั่ง กันจนเกือบสี่ทุ่มเราสองคนก็แยกย้ายสลายม๊อบน้องลูกหมีก็กลับบ้าน ส่วนผมก็ไปเล่นดนตรีต่อเลย ผมคิดว่าบรรยากาศน่าประทับใจมาก แสง สี และอารมณ์ความรู้สึกของการที่ได้นั่งอยู่กับน้องลูกหมีนอกจากเรื่องแมว ๆแล้วผมไม่ขอสาธยายความรู้สึกในช่วงเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงที่เราได้นั่งคุยกันดีกว่าเพราะว่า ให้ผมนั่งพิมพ์ สามวันก็ไม่จบ เอาเป็นว่า ขอสรุปสั้น ๆ ว่าเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ละกันครับ
ดีหมดทุกอย่างในคืนนั้น เหลืออย่างเดียวคือ ตัวผมไม่ได้อาบน้ำตอนค่ำก่อนก็เท่านั้นเอง 55555++
3NISSIW AVW (-11-)

บาง คืนผมคุยโทรศัพท์กับน้องลูกหมียันเช้าก็เคยมีมาแล้ว เหมือนกับชกมวย Thai fight กันเลยทีเดียว แบบว่า ถ้าเป็นมวยไทยก็คือชกกันไม่จำกัดเวลา แต่มีแค่ยกเดียวอ่าผลการต่อสู้ใครที่หลับทีหลังคนนั้นคือผู้ชนะ 555555++
นักมวยฝ่ายแดง
"วิช ซูกัส ส. บ้านดอน" อายุ 25 ขวบ น้ำหนัก 58 กก. อาวุธที่ใช้ Nokia K.A.K. ซิม True พร้อมโบนัสค่าเทอมแลกค่าโทร
ปะทะ ฝ่ายน้ำเงิน "น้องลูกหมี ส.สุราษฎร์"อายุ 24 ปี น้ำหนัก 51 กก. อาวุธที่ใช้ black berry ซิม True พร้อมทั้งโบนัสค่าโทร เช่นกัน ซึ่งหากคุยกันจนโทรศัพท์ระเบิดใส่หูจนเป็นแผลแตก แอนตาซิลแจกไปเลยเข็มละ 500.-
ยกแรกๆ น้องลูกหมี ก็มีแรงไล่บี้ผมชนิดที่เรียกว่า 5 นาทีแรกถาโถมเรื่องราวต่างๆ มาแบบพรั่งพรูไม่ให้ผมได้เอ่ยปากพูดมากนัก จนโทรศัพท์ Nokia KAK ของผมเริ่มหมดแบตเตอรี่ไปสองขีดครึ่ง ผมก็เริ่มหลอกล่อให้น้องลูกหมีออกแรงพูดให้เยอะขึ้น ผ่านไป 1 ชม.ก็ยังไม่มีทีท่า ว่าน้องลูกหมีจะอ่อนแรงลงเลย ผมจึงใช้ยุทธศาสตร์ตัดกำลังคู่ต่อสู้แบบขั้นเทพครับ นั่นคือ........ "น้องลูกหมี ร้องเพลงให้ฟังหน่อยดิ" ตัดกำลังการหายใจซะ น้องลูกหมีจัดเต็มไป หนึ่งเพลง ยังไม่โรยแรง สองเพลงผ่านไป สามเพลงผ่านไป เอาละสิครับ น้องลูกหมีเริ่มมีอาการเดินโซซัดโซเซไปหาพี่เลี้ยงมุมน้ำเงิน เอ้ย ! ไปหาปลั๊กไฟมาชาร์ทโทรศัพท์แล้วสินะ สถานการณ์ตอนนี้คาดว่าฝ่ายน้ำเงินมีโอกาสน๊อกสูงแล้ว ผมจึงใช่้หมัดเด็ดโดยการบอกว่า ไม่ควรนอนดึก ให้รีบไปนอน(ซึ่งก็ดึกทุกที แต่ให้ทำไงอ่า คิดถึง) เมื่อน้องลูกหมีหัวถึงหมอน ก็ใช้หมัดเด็ดอีกหนึ่งหมัดโดยการเล่าเรื่องตลกสักเรื่องให้น้องลูกหมีหัวเราะ เพื่อผ่อนคลายเส้นประสาท และจะทำให้เกิดอาการเคลิ้มหลังจากหยุดหัวเราะโดยเป็นสิ่งปกติสำหรับคนทุกคนหากยังเคลิ้มไม่มาก ให้อัดด้วยเรื่องตลกอีกสักเรื่องใส่กกหูด้านขวา หากน้องลูกหมีหยุดหัวเราะ แล้วเริ่มพูดอะไรแบบไม่ปะติตปะต่อ นั่นคือ สมองเริ่มช้าลงแล้ว และสามารถคาดการณ์ได้ทันทีว่าคงจะต้องอยู่ในท่าที่พร้อมจะหลับอย่างเต็มที่ด้วยแน่นอน ลูกหมีเริ่มโรยรา ตาจะเริ่มปิด น้ำลายเหมือนจะล้นออกมาจากปากแต่ก็ไม่ล้นนอนแพลงกิ้งอยู่บนเตียง พูดจาจะวกวนนิดๆ พอหอมปากหอมคอ จะมีสำเนียงกลายเป็นเด็กน้อยทันที เด็กน้อยคนนี้จะพูดเรื่องราว 10 เรื่องภายใน 2 นาที แบบว่า เปลี่ยนเรื่องเร็วมาก 55555++ นั่นคืออาการง่วงเต็มที่ เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ผมจะจัดการเผด็จศึกสงครามครั้งนี้ต่อน้องลูกหมี โดยใช้หมัดไม้ตายกระแทก กกหูของผู้หญิงคนนี้ว่า
"วิชคิดถึงน้องลูกหมีนะครับ ฝันดีนะ " น๊อกเอาท์นอนน้ำลายบูดย้อยลงไปให้กรรมการนับกันเลยทีเดียว น้องลูกหมีของผม 5555555555++
หลังจากผ่านสังเวียนศึก Thai fight คลื่นวิทยุประมาณ ชั่วโมงเศษ ๆ และแล้วผมก็ส่งลูกหมีเข้านอนอีกหนึ่งคืนได้สำเร็จ แบบว่า ขลุก ขลิก อุ๊ อิ๊ กันไป ^^
ปล. ยังไงผมก็คิดว่ายังต้องลดการใช้โทรศัพท์ลงให้น้อยที่สุด จนกระทั่งอยู่ในจุดที่ใช้พอจำเป็นให้ได้นั้นเป็นเรื่องที่ควรจะต้องทำให้เกิดขึ้นในเร็ววันให้ได้อยู่ดี
3NISSIW AVW (-10-)

ผมเป็นห่วงน้องลูกหมีเรื่องการพักผ่อนมากๆ เพราะ คนที่นอนดึกมากๆ ร่างกายจะทรุดโทรมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ด้วยสิ่งที่ผมรู้อันน้อยนิดเกี่ยวกับร่างกายนั้น เวลา 23.00-03.00 น. ในห้วงเวลานี้จะเป็นเวลาที่เมื่อมนุษย์พักผ่อน ตับจะทำการขับสารพิษในส่วนที่ขับได้ออกแล้วรอการขับถ่ายในตอนเช้า ซึ่งช่วงเวลา 05.00-07.00 น. จะเป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ เราก็จะขับถ่ายของเสียออกไป หากเราละเลยเวลานอนในช่วงนี้ จะมีผลกระทบกับร่างกาย ในการขับพิษออกจากตับ และจะเกิดความเสื่อมเหี่ยวโดยเฉพาะบริเวณใบหน้าของเรา ตรงขอบตาล่างจะมีรอยคล้ำใต้ตาเราจะรู้ได้ทันทีว่า คนนี้หากไม่นอนดึกก็ดื่มสุราเป็นอาจิณ หรือไม่ก็หากมีทั้งรอยบุ๋มลึกและม่วงคล้ำมากก็แสดงว่าตับมีปัญหาหนัก เพราะ บริเวณใต้ตานี้ จะผูกการแสดงผลให้เห็นสุขภาพภายในร่างกายอย่างตับนั่นเอง อีกอย่างนึง ความสดชื่นต่างกันครับแม้จะนอน 8 ชั่วโมงเท่ากัน แต่นอนกลางวันกับกลางคืน ต่างกันครับ ลองให้คนนึงตื่น หกโมงเช้า อีกคนตื่นหกโมงเย็นสิหลับชั่วโมงพักผ่อนเท่ากันแต่ความรู้สึกต่างกัน นอนกลางวันต่อให้นอน 10 ชั่วโมง ร่างกายก็ไม่สดชื่นเท่าคนนอนกลางคืน 8 ชั่วโมงแน่นอน อันนี้ผมสัมผัสมาแล้ว ผมเป็นห่วงจริงๆ ไม่ขี้จุ๊ เบ เบ๊ ^^
3NISSIW AVW (-9-)

ผมจะพูดออกไป ถ่ายทอดออกไปในสิ่งที่ผมรู้สึก เพราะผมไม่ใช่เด็กประถม 9 ขวบแล้ว ที่จะมาเคอะเขินกับการแสดงออกถึงความรู้สึกของเราให้ผู้หญิงสักคนได้รับรู้ ในช่วงเวลานี้คือช่วงที่ดีทีสุด รู้สึกเหมือนกับใครบางคน หรือเทพยาดาหรืออะไรบางอย่างมาดลให้โอกาสต่างๆ เอื้ออำนวยต่อความสัมพันธ์ของผมที่มีต่อน้องลูกหมีให้ค่อนข้างราบรื่น ผมไม่เคยคิด ไม่เคยนึก ไม่เคยฝันมาก่อนว่าผู้หญิงคนนี้ คนที่ตอนนี้ผมอยากจะหยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ครั้งนึง คือเพื่อนร่วมห้องเดียวกันตอนมัธยมต้นนี่เอง และดันเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งการนั่งแบบไกลสุดกู่ที่สุดด้วยคนละมุมห้อง เหมือนมุมแดงกับมุมน้ำเงินในสนามมวยอ่า 55555++ หรือให้ใกล้เคียงก็จะเป็นเด็กเช็ดกระดานประจำห้องกับเด็กทิ้งขยะประจำห้อง 555555++ เป็นคนที่ผมคิดถึงสุดหัวใจทุกคืนทุกวันได้ไงกัน เป็นคนเดียวที่ผมพร้อมจะเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ไปหาเธอเพื่อจะขี่รถไปเติมน้ำมันขวดละ 30 .- ที่บ้านน้องลูกหมี เป็นคนที่ผมยอมเดินทางฝ่าฝนช่วงปีใหม่ไปหาที่บ้านเพื่อซื้อขนมคอนพัฟฟ์ห่อละห้าบาท 1 ห่อ แค่นั้นจริงๆ มันเรียบง่าย แต่ได้ใจความ ถ้าผมรู้ว่าวันนี้ผมตกหลุมรักน้องลูกหมีขนาดนี้ ผมน่าจะจีบตั้งแต่มัธยมต้นเลยก็น่าจะดี ว่าป่าว เอ?? แต่ตอน มัธยมต้นเราก็ดันเด็กเกินไปจนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอีกนี่หว่า ก็สรุปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจนถึงวันนี้ นับว่าเหมาะสมที่สุด
3NISSIW AVW (-8-)
F U S E ---> R O S E
เป็นไง คล้ายกันไหมครับ เพิ่มขีดโน่น ลากเส้นนี่ ก็กลายเป็นราชินีแห่งดอกไม้ได้เลย ใครว่าผมไม่โรแมนติก ผมแค่เล่าไม่ทันการเถียงของเพื่อนผมเองแหละ สำหรับในคืนนี้ไม่ว่าอะไรจะผ่านไปนานแค่ไหนความทรงจำของผมจะจำเหตุการณ์นี้ไปตลอด ในฐานะที่น้องลูกหมีเป็นผู้หญิงที่ได้รับดอกกุหลาบช่อนั้นพร้อมความรู้สึกที่ว่า จะไม่มีใครได้รับความรู้สึกแบบนี้จากผมอีกต่อไปแล้วนอกจากน้องลูกหมี ฟันธง !
เป็นไง คล้ายกันไหมครับ เพิ่มขีดโน่น ลากเส้นนี่ ก็กลายเป็นราชินีแห่งดอกไม้ได้เลย ใครว่าผมไม่โรแมนติก ผมแค่เล่าไม่ทันการเถียงของเพื่อนผมเองแหละ สำหรับในคืนนี้ไม่ว่าอะไรจะผ่านไปนานแค่ไหนความทรงจำของผมจะจำเหตุการณ์นี้ไปตลอด ในฐานะที่น้องลูกหมีเป็นผู้หญิงที่ได้รับดอกกุหลาบช่อนั้นพร้อมความรู้สึกที่ว่า จะไม่มีใครได้รับความรู้สึกแบบนี้จากผมอีกต่อไปแล้วนอกจากน้องลูกหมี ฟันธง !
3NISSIW AVW (-7-)

"กูไม่อยากจะโม้ว่า เป็นของเกรด A เลยนะโว้ย ปลั๊กอันที่ให้ไปอ่ะ " ผมนั่งสนทนากับเพื่อน
"จีบสาว โดยการเอาปลั๊กพ่วงไปให้สาวหรอ" เพื่อนผมถาม หลังจากที่ผมเล่าเหตุการณ์ให้มันฟัง "ใช้หัวเข่าคิดหรือไงว่ะ" เพื่อนถามเชิงเหน็บแนมต่อด้วยความข้องใจ
"เฮ้ย ! เพื่อน อย่าด่วนตัดสิน กูยังเล่าไม่จบ กูบอกน้องลูกหมีไปว่า การให้ปลั๊กพ่วงเป็นแค่เริ่มต้น แต่สิ่งที่จะให้ต่อจากนี้ต่างหาก สิ่งของอย่างที่สองที่อยู่ในมือในตอนนั้น "ผมกล่าว
"ว่ะ แผนสูงโว้ยมึงเนี่ย ใช้ปลั๊กไฟบังหน้า เป็นดาบแรก แล้วมีดาบสองต่ออีกวุ้ย แล้วอย่างที่สองที่ให้ในคืนนั้นเนี่ยคือ พวงกูญแจตุ๊กตา หรือว่า แหวนสลักชื่อ หรือ จดหมายรัก หรืออะไร บอกหน่อย"เพื่อนผมรุกถามต่อพร้อมทั้งทำหน้าตา ท่าทาง อย่างกระเฮี่ยนกระหือรือด้วยความอยากรู้
"ก็สิ่งของ ที่ต่อจากปลั๊กพ่วงหากต้องให้ผู้หญิงด้วยอีกละก็นะ คิดว่าสิ่งที่กูจะให้ มันเป็นอะไรละ" ผมย้อนถามกลับ
"ยอมแล้ว มึงบอกมาเหอะ อย่าเล่นเยอะ อยากรู้" เพื่อนคนเดิมกับหน้าตาพิมพ์เดิมเร่งเร้าให้บอก
"กูให้ฟิวส์ไป" - -
"มึงให้ฟิวส์ ! " มันทำหน้าตกใจ" แม่เจ้า มึงแม่ง โง่ชิปฯ กากภูธร แม่ง สาวสวยกับฟิวส์ปลั๊กพ่วง บ้าไปแล้ว มึงคอยดูผู้หญิงคนนั้นเขาไม่มีทางชอบมึงหรอก เพราะมึงไม่มีความโรแมนติกสักนิดเดียว กูจะบอกให้ว่าการจีบผู้หญิง(@฿฿(:/€$<{$) มันเป๊นอะไรที่ต้องละ jJdfjv?:5&!;เอียด เอาใจ ฿/5$~\}^€ เฮ้ยเบอร์แปลกๆ นี่แบอร์ใครว่ะ ... ฮัลโหล อ๋อ ครับๆๆ" เพื่อนผมรับโทรศัพท์ของตัวเองที่มันดังขึ้นมา พลันก็เดินไปคุยโทรศัพท์ห่างจากผมไปเรื่อยๆ แล้วก็หายไปในกลีบเมฆเอาดื้อๆ ทิ้งผมไว้คนเดียวเฉยเลย
หลังจากผมแน่ใจแล้วว่าเพื่อนผมมันคงจะหันเหความสนใจไปคุยโทรศัพท์แน่แล้วและคงจะนานเสียด้วย ผมคงไม่จำเป็นต้องตามไปอธิบายให้เพื่อนผมฟังให้จบอีกแล้ว เพราะมันคุยโทรศัพท์นานมากจนอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเมื่อกี้เราคุยอะไรกัน แต่ ฟิวส์มันก็แฝงนัยยะของคำๆ นึงเอาไว้ หลังจากฟิวส์ซึ่งเป็นของรายการที่สองแล้วนั้น รายการที่สามซึ่งคือรายการสุดท้ายในคืนนั้นและเป็นจุดไคลแมกซ์ โดยผมยังไม่ได้ทันเล่าให้เพื่อนผมฟังนั้น ว่าสิ่งของอย่างที่สามมันคืออะไร ใบ้ให้ว่าก็คล้ายๆ กับฟิวส์นี่แหละ และคล้ายกันมากด้วย หากคุณคือนักคิด นักวางแผน นักแกะรหัส คงจะรู้แล้วสิ หรือใครที่ไม่รู้ก็ลองคิดกันเล่นๆ ปวดหัวกันดูสัก 5 นาทีก่อน คิดดูน่ะว่ามันคืออะไรหนอ ที่คล้ายกับฟิวส์ แล้วค่อยดูเฉลยใน Blog ถัดไป
3NISSIW AVW (-6-)
คืนวันที่ 21 ธันวาคม 2554 เป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาว บริเวณริมแม่น้ำในเมืองๆนึง ที่ถูกตกแต่งให้เต็มไปด้วยแสงไฟหลากสีสันสวยงามแลดูสะดุดตา ถึงผู้คนจะเดินขวักไขว่ พลุคพล่านกัน แต่ก็ไม่สามารถทำลายบรรยากาศแห่งสีสันได้เลย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตึกของส่วนราชการ ที่อยู่ในถนนเส้นเดียวกันทั้งหมด หรือแม้แต่ต้นไม้ล้วนมีชีวิตชีวา จากหลอดไฟหลากสีทีสว่างไสวแทบทั้งสิ้น มีชายคนนึงนั่งอ่านหนังสืออยู่บนระเบียงกั้นบริเวณริมน้ำภายใต้แสงไฟข้างทาง แม้ดูภายนอกเห็นว่าบุคลิกอาจจะนิ่งสงบ หรือแม้สายตาเขาอาจจะมองตัวอักษรอยู่ในหนังสืออย่างเย็นยะเยือก แต่หากมองทะลุเปลือกนอกไปได้ ในใจเขากำลังกระวนกระวายยิ่งกว่าน้ำแกงส้มไข่ชะอมในหม้อที่กำลังเดือดพวยพุ่งเสียอีก หัวใจเขาเต้นแรงขึ้น เขาเป็นอะไร โรคหัวใจ ? ความดันขึ้น? เปล่าเลย ผิดหมด เขากำลังเฝ้ารอการมาถึงของผู้หญิงคนนึงอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งจะนัดเจอกัน ณ จุดที่เขากำลังอ่านหนังสืออยู่นี่เอง เป็น 24 นาทีแห่งการรอคอยที่ยาวนานเหมือน 24 วัน ชายคนนั้นนั่งอยู่บนราวเหล็ก. ด้านหลังของเขาคือแม่น้ำประจำจังหวัด เขาจึงหันหน้าออกให้กับถนนที่เลียบแม่น้ำ เขานั่งนับรถยนต์ที่ผ่านไปคันแล้วคันเล่าไม่ต่างจากการนับแกะก่อนนอนในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนสายตามาเป็นการอ่านหนังสือสลับกันไป จนกระทั่งสายตามองไปเห็นรถยนต์ตรวจการ SUV สีขาวยี่ห้อจากเมืองมะกันคันใหญ่ขี่ผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว แวบเดียวนั้น เห็นคนขับในรถคันนั้นเป็นเงาผู้หญิงหัวเล็กๆ ลีบๆ ผมยาวๆ ก็คาดการณ์ได้ทันทีว่า เธอคือใคร แต่ก็ยังคงนั่งนิ่งสงบเหมือนเดิม พลันมือขวาก็รีบล้วง Nokia คู่ชีพขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง พร้อมทั้งคาดการณ์ในใจว่า"อีกไม่เกิน 30 วิฯ ต้องโทรมาแน่นอน " และเป็นไปตามคาด ตดยังไม่ทันหายเหม็นเลย โทรศัพท์ ก็สั่นเพราะมีเบอร์โทรเข้า หลังจากที่รับสายนั้นอย่างรวดเร็ว 'แต่น แตน แต้นนนนนน' เสียงน้องลูกหมีนี่เอง
"ตัวอยู่ไหนอ่า เขาขี่มาถึงริมน้ำแล้ว ยังไม่เห็นตัวเลย ตอนนี เค้าอยู่ที่ปลาโลมานะ"น้องลูกหมีโทรมาถาม
ผมกะจะบอกว่า -อยู่ในใจเธอไง- แต่กลัวจะเสียเวลาไปกับการเล่นมุกเสี่ยวๆโดยเปล่าประโยชน์ เอาเวลามาได้ใกล้ชิดน้องลูกหมีดีกว่า จึงบอกตำแหน่งแสดงพิกัดว่าผมอยู่ส่วนไหนของโลกให้น้องลูกหมีรู้ ไม่กี่อึดใจน้องลูกหมีก็มาจอดรถเยื้องๆ กับจุดที่ผมอยู่
ผมกล้าบอกได้เลยว่าการจีบผู้หญิงคนนี้ของผม ผมตั้งใจที่จะทำให้เป็นประวัติศาสตร์ไปชั่วลูกชั่วหลานเลย ในคืนนั้น ผมนัดน้องลูกหมีออกมาเพื่อจะมอบของสิ่งหนึ่งให้กับเธอ น้องลูกหมีเป็นผู้หญิงกินเก่งก็จริง แต่สิ่งทีผมจะมอบให้น้องลูกหมีในคืนนี้ไม่ใช่ของกิน ไม่ใช่ของวิเศษ อะไร แต่มันคือ ปลั๊กพ่วงแบบมีฟิวส์ ความยาวสายไฟ 4 เมตร สามเต้ารับพร้อมรูเสียบสายดิน ทนกระแสได้ 15 A ใช้แรงดันไฟ้บ้าน 220 VAC (ไฟกระแสสลับ)
"ตัวอยู่ไหนอ่า เขาขี่มาถึงริมน้ำแล้ว ยังไม่เห็นตัวเลย ตอนนี เค้าอยู่ที่ปลาโลมานะ"น้องลูกหมีโทรมาถาม
ผมกะจะบอกว่า -อยู่ในใจเธอไง- แต่กลัวจะเสียเวลาไปกับการเล่นมุกเสี่ยวๆโดยเปล่าประโยชน์ เอาเวลามาได้ใกล้ชิดน้องลูกหมีดีกว่า จึงบอกตำแหน่งแสดงพิกัดว่าผมอยู่ส่วนไหนของโลกให้น้องลูกหมีรู้ ไม่กี่อึดใจน้องลูกหมีก็มาจอดรถเยื้องๆ กับจุดที่ผมอยู่
ผมกล้าบอกได้เลยว่าการจีบผู้หญิงคนนี้ของผม ผมตั้งใจที่จะทำให้เป็นประวัติศาสตร์ไปชั่วลูกชั่วหลานเลย ในคืนนั้น ผมนัดน้องลูกหมีออกมาเพื่อจะมอบของสิ่งหนึ่งให้กับเธอ น้องลูกหมีเป็นผู้หญิงกินเก่งก็จริง แต่สิ่งทีผมจะมอบให้น้องลูกหมีในคืนนี้ไม่ใช่ของกิน ไม่ใช่ของวิเศษ อะไร แต่มันคือ ปลั๊กพ่วงแบบมีฟิวส์ ความยาวสายไฟ 4 เมตร สามเต้ารับพร้อมรูเสียบสายดิน ทนกระแสได้ 15 A ใช้แรงดันไฟ้บ้าน 220 VAC (ไฟกระแสสลับ)
3NISSIW AVW (-5-)
เมื่อคืนผมเป็นห่วงน้องลูกหมีมาก เพราะผมรู้ว่าน้องลูกหมีเป็นไมเกรน คือ ผมไม่รู้ว่าไมเกรนมันจะปวดแค่ไหนเพราะผมไม่เคยเป็น แต่ที่รู้คือ มันเป็นโรคยอดฮิตของสาวๆ กันเลยทีเดียว ทำให้ในวันนั้นน้องลูกหมีงดคุยกับผม 1 วัน ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่นกัน
ข้อเสียก็คือ ผมอาจจะไม่ได้ยินเสียงน้องลูกหมีสักพักใหญ่ๆ จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าผมคิดถึงน้องลูกหมีแค่ไหน อืมมมมม คิดว่าคงไม่มีหรอกน่ะ แต่ผมรู้ตัวเองดีที่สุด ว่าการที่เราคิดถึงผู้หญิงกินเก่งสักคนแล้วเรากลับได้แค่ส่ง sms ไปให้แทนที่จะได้ยินเสียง มันรู้สึกเหว่ว๊าขนาดไหน เราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอ่านความรู้สึกที่เราส่งไปให้ แล้วเธอรู้สึกยังไง อาจจะปวดตับเพิ่ม หรืออาการดีขึ้นแค่ไหน ปวดไมเกรนหายแล้ว! หรือปวดหนักกว่าเดิมเป็น ลำโพงเกรน กีตาร์เกรน แดนเซอร์เกรน ต่อไปเลย หรืออาจจะนอนเกาคอให้แมวเปอร์เซียหนุ่ม พร้อมกับเอาไดร์เป่าผมมาเป่าตูดแมวอย่างมีความสุขอยู่ก็ได้ ซึ่งก็ทำได้แค่นั้นเพราะไม่มีการติดต่อกลับ
ดีใจก็คือ ผมแน่ใจในความรู้สึกผมที่มีต่อน้องลูกหมีให้ 100% ซึ่ง ชัดเจนกับผู้หญิงคนนี้ ไม่มีเหตุผล ไม่มีตัวช่วย ไม่มีอะไรมาอธิบาย เพราะที่ผ่านมา การกระทำของผมมันไม่ใช่ช่วงโปรโมชั่น ไม่มีลดแลกแจกแถม มันเป็นสิ่งที่ผมสามารถปฏิบัติต่อตัวเธอได้ในระยะยาวและตลอดไป พูดง่ายๆ คือ ความสัมพันธ์ครั้งนี้ผมเป็นตัวของตัวเองมาก ไม่มีฝืน ไม่ต้องสร้างภาพ เพราะเรารู้จักกันมาก่อนตั้งแต่ม.ต้น สามารถที่จะแสดงความชอบออกมาได้ และเสียงที่น่าฟังก็คือสิ่งที่ผมชอบ และอยากจะมอบให้น้องลูกหมีด้วย หากนอกเหนือจากเรื่องเวลางาน เสียงที่ผมชอบจะเป็นเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะ ซึ่งแน่นอนครับ อย่างที่ท่านคิดไว้ ผมสามารเล่นดนตรีคนเดียวได้ทั้งวัน แต่ผมไม่เคยนั่งหัวเราะคนเดียวทั้งวันแน่นอน แม้ในคืนนี้จะไม่ได้คุย ก็ไม่เป็นไร วันนี้ไม่ได้ ก็เล่นกีตาร์แล้วแหกปากในใจกับเพลง พรุ่งนี้ไม่สาย.....ที่จะรักกัน ไปก่อน - -"
ข้อเสียก็คือ ผมอาจจะไม่ได้ยินเสียงน้องลูกหมีสักพักใหญ่ๆ จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าผมคิดถึงน้องลูกหมีแค่ไหน อืมมมมม คิดว่าคงไม่มีหรอกน่ะ แต่ผมรู้ตัวเองดีที่สุด ว่าการที่เราคิดถึงผู้หญิงกินเก่งสักคนแล้วเรากลับได้แค่ส่ง sms ไปให้แทนที่จะได้ยินเสียง มันรู้สึกเหว่ว๊าขนาดไหน เราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอ่านความรู้สึกที่เราส่งไปให้ แล้วเธอรู้สึกยังไง อาจจะปวดตับเพิ่ม หรืออาการดีขึ้นแค่ไหน ปวดไมเกรนหายแล้ว! หรือปวดหนักกว่าเดิมเป็น ลำโพงเกรน กีตาร์เกรน แดนเซอร์เกรน ต่อไปเลย หรืออาจจะนอนเกาคอให้แมวเปอร์เซียหนุ่ม พร้อมกับเอาไดร์เป่าผมมาเป่าตูดแมวอย่างมีความสุขอยู่ก็ได้ ซึ่งก็ทำได้แค่นั้นเพราะไม่มีการติดต่อกลับ
ดีใจก็คือ ผมแน่ใจในความรู้สึกผมที่มีต่อน้องลูกหมีให้ 100% ซึ่ง ชัดเจนกับผู้หญิงคนนี้ ไม่มีเหตุผล ไม่มีตัวช่วย ไม่มีอะไรมาอธิบาย เพราะที่ผ่านมา การกระทำของผมมันไม่ใช่ช่วงโปรโมชั่น ไม่มีลดแลกแจกแถม มันเป็นสิ่งที่ผมสามารถปฏิบัติต่อตัวเธอได้ในระยะยาวและตลอดไป พูดง่ายๆ คือ ความสัมพันธ์ครั้งนี้ผมเป็นตัวของตัวเองมาก ไม่มีฝืน ไม่ต้องสร้างภาพ เพราะเรารู้จักกันมาก่อนตั้งแต่ม.ต้น สามารถที่จะแสดงความชอบออกมาได้ และเสียงที่น่าฟังก็คือสิ่งที่ผมชอบ และอยากจะมอบให้น้องลูกหมีด้วย หากนอกเหนือจากเรื่องเวลางาน เสียงที่ผมชอบจะเป็นเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะ ซึ่งแน่นอนครับ อย่างที่ท่านคิดไว้ ผมสามารเล่นดนตรีคนเดียวได้ทั้งวัน แต่ผมไม่เคยนั่งหัวเราะคนเดียวทั้งวันแน่นอน แม้ในคืนนี้จะไม่ได้คุย ก็ไม่เป็นไร วันนี้ไม่ได้ ก็เล่นกีตาร์แล้วแหกปากในใจกับเพลง พรุ่งนี้ไม่สาย.....ที่จะรักกัน ไปก่อน - -"
3NISSIW AVW (-4-)
และแล้วก็เกิดขึ้นจนได้เป็นอีกคืนที่ผมเมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากที่ร้านที่เล่นดนตรีมา และเมื่อถึงบ้าน ผมก็โทรคุยกับน้องลูกหมีตามเคยเช่นทุกคืน ความที่เมานี่เอง ผมก็เลยเผลอเล่าความลับส่วนตัวขั้นสุดยอดของสุดยอดจริงๆ เป็นความลับเกี่ยวกับตัวผมที่มีไม่กี่คนในจักรวาลนี้ที่จะมาล่วงรู้โดยปากของผมเอง ดันหลุดปากเล่าให้น้องลูกหมีฟังเฉยเลย ตอนนั้นสติเหลือไม่ถึง 10 % เห็นจะได้ พอเริ่มเล่าไปปุ๊บ อารมณ์เหมือนกับว่า ก่อนเล่าออกไปสมองมึนๆแบบติดลบ แต่พอเริ่มเล่าไปกลางๆเรื่อง สติที่ติดลบก็ค่อยๆเขยิบมาเป็นกลางแล้วเริ่มจะเป็นบวก ในช่วงที่เล่าจบพอดี แล้วสุดท้ายพอสัมปชัญญะเข้าที่ก็มานั่งมึนยกกำลังสองว่า กูเล่าอะไรลงไปเนี่ย เล่าไปได้ไง นี่มันลับเฉพาะของลูกผู้ชายนะเว้ย ไอวิช - -"
และคืนนั้นก็คุยกันเยอะมาก หลังจากแบตหมดฯผมจำได้ว่าผมสั่นไปทั้งตัวเพราะยืนคุยโทรศัพท์หน้าบ้าน น้ำค้างก็ลง อากาศก็เย็น
ก่อนหน้านี้หลังจากที่คุยกันหลายวันก็ได้ล่วงรู้ว่าน้องลูกหมีมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว จริงๆลูกหมีเคยบอกผมมารอบนึงแล้ว ผมก็เฉยๆ แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ที่ได้ยิน ผมรู้สึกจุกนิดๆ กับข้อมูลดิบอันนี้ที่มันกระทบใบหู ผ่านแก้วหูเข้าสมองส่วนใน อารมณ์ประมาณว่าโดนอะไรมากระแทกกกหูแล้วรู้สึกมึนๆ แต่ผมก็บอกคำเดิม ประโยคเดิม ยืนยันว่า ผมจะจีบน้องลูกหมีแน่นอน พอคืนที่คุยกับน้องลูกหมีในคืนที่ผมยืนตากน้ำค้างเมื่อย่อหน้าที่แล้ว มันเหมือนกับว่าผมได้ยินเรื่องแฟนน้องลูกหมีแต่นั่นมันเป็นเรื่องธรรมดา ไอที่ไม่ธรรมดาก็คือ "ผมรู้สึกยังไงที่จีบน้องลูกหมีทั้งๆ ที่รู้ว่าลูกหมีมีแฟนแล้ว"...............… , ,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,????????????!!!!!!!!!!!!!!!!//)฿&&(฿)(()฿:&&;฿;!.@@?¥\$|$€€.!>\>\€|€$|.$.!€|!.$.€.$
เหมือนถูกกระโดดถีบขาคู่จากข้างหลังแล้วกระเด็นไปติดเสาไฟฟ้าข้างถังขยะ แล้วพับลงมานั่งขัดสมาธิทับขี้หมาชิวาวาแห้งๆ ผมอึ้งไปประมาณ 3 วินาที ก้านสมองเหมือนจะชาๆ หากเป็นผู้อ่านท่านจะตอบยังดี
ไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สิ่งที่ผมมีคือการแค่บรรยายความรู้สึกทั้งหมด ผมอาจจะไม่ใช่คนที่ดีเด่ ในสายตาของใครหลายๆ คน แม้ตอนนี้ผมจะเป็นแค่นักดนตรี แต่ผมมีความรู้สึกที่ดีกับผู้หญิงคนนึง ผมอยากให้เธอมีความสุข หากน้องลูกหมีมีความสุขทุกครั้งที่คุยกับผม ผมก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายทางใจไปแล้ว อยากให้ยิ้มเยอะๆ แก่นแท้ของผมเป็นคนที่ติดไปในแนวขี้เล่นซะเยอะเสียด้วยซ้ำ แค่อยากแสดงออกมาให้เธอได้เห็นเพียงเท่านั้นเอง ซึ่งหากจะว่าจริงๆ คำตอบที่ดีที่สุด คือ ความเงียบนั่นเอง
และคืนนั้นก็คุยกันเยอะมาก หลังจากแบตหมดฯผมจำได้ว่าผมสั่นไปทั้งตัวเพราะยืนคุยโทรศัพท์หน้าบ้าน น้ำค้างก็ลง อากาศก็เย็น
ก่อนหน้านี้หลังจากที่คุยกันหลายวันก็ได้ล่วงรู้ว่าน้องลูกหมีมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว จริงๆลูกหมีเคยบอกผมมารอบนึงแล้ว ผมก็เฉยๆ แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ที่ได้ยิน ผมรู้สึกจุกนิดๆ กับข้อมูลดิบอันนี้ที่มันกระทบใบหู ผ่านแก้วหูเข้าสมองส่วนใน อารมณ์ประมาณว่าโดนอะไรมากระแทกกกหูแล้วรู้สึกมึนๆ แต่ผมก็บอกคำเดิม ประโยคเดิม ยืนยันว่า ผมจะจีบน้องลูกหมีแน่นอน พอคืนที่คุยกับน้องลูกหมีในคืนที่ผมยืนตากน้ำค้างเมื่อย่อหน้าที่แล้ว มันเหมือนกับว่าผมได้ยินเรื่องแฟนน้องลูกหมีแต่นั่นมันเป็นเรื่องธรรมดา ไอที่ไม่ธรรมดาก็คือ "ผมรู้สึกยังไงที่จีบน้องลูกหมีทั้งๆ ที่รู้ว่าลูกหมีมีแฟนแล้ว"...............… , ,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,????????????!!!!!!!!!!!!!!!!//)฿&&(฿)(()฿:&&;฿;!.@@?¥\$|$€€.!>\>\€|€$|.$.!€|!.$.€.$
เหมือนถูกกระโดดถีบขาคู่จากข้างหลังแล้วกระเด็นไปติดเสาไฟฟ้าข้างถังขยะ แล้วพับลงมานั่งขัดสมาธิทับขี้หมาชิวาวาแห้งๆ ผมอึ้งไปประมาณ 3 วินาที ก้านสมองเหมือนจะชาๆ หากเป็นผู้อ่านท่านจะตอบยังดี
ไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สิ่งที่ผมมีคือการแค่บรรยายความรู้สึกทั้งหมด ผมอาจจะไม่ใช่คนที่ดีเด่ ในสายตาของใครหลายๆ คน แม้ตอนนี้ผมจะเป็นแค่นักดนตรี แต่ผมมีความรู้สึกที่ดีกับผู้หญิงคนนึง ผมอยากให้เธอมีความสุข หากน้องลูกหมีมีความสุขทุกครั้งที่คุยกับผม ผมก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายทางใจไปแล้ว อยากให้ยิ้มเยอะๆ แก่นแท้ของผมเป็นคนที่ติดไปในแนวขี้เล่นซะเยอะเสียด้วยซ้ำ แค่อยากแสดงออกมาให้เธอได้เห็นเพียงเท่านั้นเอง ซึ่งหากจะว่าจริงๆ คำตอบที่ดีที่สุด คือ ความเงียบนั่นเอง
3NISSIW AVW (-3-)
น้องลูกหมีชวนผมเข้ามาในบริเวณสวนหย่อมหน้าบ้านคุณย่านั่นเอง โอ๊ว ซาร่า บ้าไปเลย และเรา 2 คนก็ได้เข้ามานั่งคุยกันอย่างเป็นทางการตรงระเบียงหน้าบ้าน โดยมีบรรดาน้องๆ หลานๆของน้องลูกหมีอยู่ในบ้านกันเต็มไปหมดทำให้รู้สึกว่าบ้านหลังนี้แม้จะดึกดื่นแค่ไหนก็ยังหรรษา ครึกครื้นกันได้อีก ส่วน ผมและน้องลูกหมีก็นั่งคุยโน่นคุยนี่ประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นครึ่งชั่วโมงที่ เร็วปานสายฟ้าแลบจริงๆ เลย ทำให้ผมนึกถึงคำอุปมาอุปไมย ของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกที่พูดถึงทฤษฎีสัมพันธภาพที่ว่า
"วางมือบนเตาร้อน 1 นาที แต่เหมือนเวลาผ่านไปราว 1 ชั่วโมง นั่งคุยกับน้องลูกหมี ครึ่งชั่วโมง แต่เหมือนเวลาผ่านไปราว ครึ่งนาที นี่แหละ ทฤษฎีสัมพันธภาพ" คือ ...??แบบว่า ถ้าผมจำมาไม่ผิดอ่ะน่ะ
ลูกหมีน่ารักมากๆ จากครึ่งชั่วโมงที่ได้ใกล้ชิดสัมผัสในความเป็นตัวน้องลูกหมี ผมรู้สึกว่าผมเป็นผู้ชายที่โชคดีมากๆ คนนึงที่ได้เดินทางมาเอายาป้ายปากมาให้เธอ มันทำให้ผมนอนคิดต่อว่า น่ารักขนาดนี้แล้วทำไมมาให้ผมจีบได้อ่า จริงๆ น่าจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนก่อนที่จะมาเจอผมสิ คิดไปคิดมาก็ไม่รู้จะหาคำตอบไปเพื่ออะไร เพราะผมได้กลายเป็นผู้โชคดีคนนั้นไงละท
"วางมือบนเตาร้อน 1 นาที แต่เหมือนเวลาผ่านไปราว 1 ชั่วโมง นั่งคุยกับน้องลูกหมี ครึ่งชั่วโมง แต่เหมือนเวลาผ่านไปราว ครึ่งนาที นี่แหละ ทฤษฎีสัมพันธภาพ" คือ ...??แบบว่า ถ้าผมจำมาไม่ผิดอ่ะน่ะ
ลูกหมีน่ารักมากๆ จากครึ่งชั่วโมงที่ได้ใกล้ชิดสัมผัสในความเป็นตัวน้องลูกหมี ผมรู้สึกว่าผมเป็นผู้ชายที่โชคดีมากๆ คนนึงที่ได้เดินทางมาเอายาป้ายปากมาให้เธอ มันทำให้ผมนอนคิดต่อว่า น่ารักขนาดนี้แล้วทำไมมาให้ผมจีบได้อ่า จริงๆ น่าจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนก่อนที่จะมาเจอผมสิ คิดไปคิดมาก็ไม่รู้จะหาคำตอบไปเพื่ออะไร เพราะผมได้กลายเป็นผู้โชคดีคนนั้นไงละท
3NISSIW AVW (-2-)
เมื่อแก้ปัญหาการเดินทางโดยการได้รถมาแล้ว ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ตายแล้ว ลืมยาป้ายปากไว้ใต้เบาะรถมอไซค์ที่บ้านนี่หว่า ถึงได้รถยนต์มาแล้วแต่ก็ต้องกลับมาเอายาป้ายปากที่บ้านอยู่ดี แต่ไม่เป็นไร คงเสียเวลาไม่เยอะเพราะผมมีกุญแจบ้าน พอเดินทางมาถึงบ้านก็เริ่มจะนึกถึงปัญหาต่อมาว่า "กูมีแต่กุญแจบ้าน ส่วนกุญแจรถมอไซค์กูไม่มีนี่หว่า. แล้วมันอยู่ไหน อ๋อ อยู่ที่แฟนพี่เอ็กซ์แน่เลย" รู้ทันทีว่ากุญเปิดบ้านได้ แต่ถ้ากูต้องงัดทำลายเบาะรถ มันคงไม่คุ้มแน่เลย จึงโทรหาแฟนพี่ผมแล้วก็เล่าปัญหาเรื่องยาป้ายปากใต้เบาะมอไซค์ ผมก็รอแฟนพี่ผมเอากุญแจมาให้ ประมาณไม่เกิน 10 นาทีก็ได้กุญแจเอาของใต้เบาะรถ พร้อมทั้งหนังสือเล่มนึงที่ผมอยากให้น้องลูกหมียืมอ่าน คือ ที่ต้องให้ยืมเพราะว่าจะได้มีการคืนเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ผมมีข้ออ้างที่จะได้นัดพบน้องลูกหมี หรือมีข้ออ้างในการที่เข้าไปหา หรือโทรไปคุย หรือไรสักอย่างนี่แหละ เข้าท่าป่ะ อิอิ
เมื่อได้ทุกอย่างครบตามเงื่อนไขแล้ว ผมก็มาถึงบ้านย่าน้องลูกหมีตอนเวลา 01.28 น. และสิ่งที่ไม่คาดคิดซึ่งถือว่าเป็น Bonus Track ในค่ำคืนนี้ก็คือ...................... แต้ม ตา ลา แล้ม แต้มแต่ม แต่มแตม แต๊มมมมมมมมมมมมมมม. ตึกโป๊ะ !
เมื่อได้ทุกอย่างครบตามเงื่อนไขแล้ว ผมก็มาถึงบ้านย่าน้องลูกหมีตอนเวลา 01.28 น. และสิ่งที่ไม่คาดคิดซึ่งถือว่าเป็น Bonus Track ในค่ำคืนนี้ก็คือ...................... แต้ม ตา ลา แล้ม แต้มแต่ม แต่มแตม แต๊มมมมมมมมมมมมมมม. ตึกโป๊ะ !
วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560
3NISSIW AVW (-1-)
คืนนี้เป็นวันที่ 4 ธันวาคม 2554 เวลา 01.28 นาที แม้อากาศภายนอกจะหนาวเย็นแค่ไหน แต่ผมก็ตัดสินใจขับรถยนต์อย่างช้าๆ ฝ่าสายฝนที่ตกอย่างกระปิดกระปอย มาอยู่หน้าประตูรั้วทางเข้า ของบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง หน้าบ้านมีดอกลีลาวดี สวยงาม แต่เพราะความที่ยังมืดจึงยังไม่เห็นสีสันของดอกไม้ชัดเจนนัก
หลังจากที่รถหยุดนิ่งสนิทแล้ว ผมก็เหลือบมองหันไปทางซ้ายมือที่. 10.00 นาฬิกา ซึ่งมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมยาวประหลังคนหนึ่งเปิดประตูรั้วบ้านแล้วเดินออกตรงรี่เข้ามายัง ประตูด้านคนนั่งข้างที่รถ VIGO สีบรอนซ์ตอนครึ่งที่ผมขับมา ผมพยายามมองผ่านทะลุกระจกประตูของรถซึ่งมีแต่ไอฝ้าจับอยู่เต็มแผ่นเพื่อมองดู Skin face ว่าเธอคือ....... ครุ่นคิด อยู่ประมาณ 1 วินาที ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร แม่เจ้า ! คิดไม่ทันขาดคำ ผู้หญิงคนนั้นชี้นิ้วจากนอกรถตรงมาที่ผมซึ่งนั่งตกใจอยู่ในรถ ทำไมหรอ ??! เธอเอานิ้วนั้นแหละ มาลากลงบนกระจกที่มีแต่ไอฝ้าอย่างบันเทิงใจโดยลาก เป็นเส้นตรงยาวววววววว - -" ทำเอาตกใจหมด เธอคนนั้นคือ "น้องลูกหมี" นั่นเอง
ครั้งแรกที่พบกันคือที่งานแต่งงานเพื่อนสมัยมัธยมใน รอบ 10 ปีนับจากที่จบมัธยมต้นมาเลย ส่วนที่บ้านย่าน้องลูกหมีในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 ที่เราได้พบเจอกัน แม้เวลา ตีหนึ่งกว่ามันจะไม่ใช่ช่วงที่เหมาะสมสักเท่าไรก็ตามที
เหตุผลที่ในคืนนี้ผมได้มาหาน้องลูกหมีเพราะว่าอะไรทราบไหมท่านผู้อ่าน คือเธอมีอาการร้อนในจนเกิดเป็นแผลในปากแล้วในคืนนั้นน้องลูกหมีไม่สามารถที่จะหาซื้อเจลป้ายแผลในปากได้เลย เพราะร้านยาปิดหมดแล้ว ในเซเว่นก็ไม่มีขายหาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้ก็เลยนึกถึงผมขึ้นมาละสิทีนี้ อาศัยกับว่าผมได้ซื้อยาตัวนี้มาตั้งแต่ช่วงกลางวันแล้ว เมื่อการเตรียมพร้อมประสบโอกาสก็ได้จังหวะที่ผมจะได้เจอน้องลูกหมี โดยเริ่มจากผมโทรไปคุยกับน้องลูกหมีช่วง 22.45น. แล้วน้องลูกหมีบอกว่า ต้องการยาป้ายปากที่ผมเคยบอกเธอว่าผมซื้อไว้ให้แล้ว ผมก็เลยบอกว่า เด๋วเลิกงานจะเอาไปให้ ทีนี้ เมื่อเลิกงานผมมานั่งคิดต่ออีกว่า"กูจะเอารถมอไซค์ไปดีป่าววะเนี่ย" เพราะฝนตก อากาศก็หนาว และระยะทางจากบ้านผม ไปบ้านย่าน้องลูกหมีก็ไกลเอาเรื่องอยู่ จึงตัดสินใจยืมรถยนต์ของพี่ชายที่สุดแสนจะน่ารัก
พอผมเล่าว่าผมจำเป็นจะต้องเอายาไปให้ผู้หญิงคนนึงที่ไม่สบายมา 2 วันแล้วในคืนนี้ให้ได้ (เป็นเทคนิคการสร้างภาพลงไปในสมองของผู้ฟังให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และสำคัญของปัญหา ที่ผมมักใช้เทคนิคนี้บ่อยๆ)แล้วผมขอยืมรถยนต์พี่ไปหาน้องเขา พี่ผมก็โอเคพร้อมกับบอกว่า เอาไปเลยคุณน้องวิช ใช้ยาวไปเลยคืนนี้ พี่ไม่แขบ 5555++ แต่ผมไม่ได้บอกนะว่าผมแค่เอายาป้ายปากไปให้ อิอิ
หลังจากที่รถหยุดนิ่งสนิทแล้ว ผมก็เหลือบมองหันไปทางซ้ายมือที่. 10.00 นาฬิกา ซึ่งมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมยาวประหลังคนหนึ่งเปิดประตูรั้วบ้านแล้วเดินออกตรงรี่เข้ามายัง ประตูด้านคนนั่งข้างที่รถ VIGO สีบรอนซ์ตอนครึ่งที่ผมขับมา ผมพยายามมองผ่านทะลุกระจกประตูของรถซึ่งมีแต่ไอฝ้าจับอยู่เต็มแผ่นเพื่อมองดู Skin face ว่าเธอคือ....... ครุ่นคิด อยู่ประมาณ 1 วินาที ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร แม่เจ้า ! คิดไม่ทันขาดคำ ผู้หญิงคนนั้นชี้นิ้วจากนอกรถตรงมาที่ผมซึ่งนั่งตกใจอยู่ในรถ ทำไมหรอ ??! เธอเอานิ้วนั้นแหละ มาลากลงบนกระจกที่มีแต่ไอฝ้าอย่างบันเทิงใจโดยลาก เป็นเส้นตรงยาวววววววว - -" ทำเอาตกใจหมด เธอคนนั้นคือ "น้องลูกหมี" นั่นเอง
ครั้งแรกที่พบกันคือที่งานแต่งงานเพื่อนสมัยมัธยมใน รอบ 10 ปีนับจากที่จบมัธยมต้นมาเลย ส่วนที่บ้านย่าน้องลูกหมีในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 ที่เราได้พบเจอกัน แม้เวลา ตีหนึ่งกว่ามันจะไม่ใช่ช่วงที่เหมาะสมสักเท่าไรก็ตามที
เหตุผลที่ในคืนนี้ผมได้มาหาน้องลูกหมีเพราะว่าอะไรทราบไหมท่านผู้อ่าน คือเธอมีอาการร้อนในจนเกิดเป็นแผลในปากแล้วในคืนนั้นน้องลูกหมีไม่สามารถที่จะหาซื้อเจลป้ายแผลในปากได้เลย เพราะร้านยาปิดหมดแล้ว ในเซเว่นก็ไม่มีขายหาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้ก็เลยนึกถึงผมขึ้นมาละสิทีนี้ อาศัยกับว่าผมได้ซื้อยาตัวนี้มาตั้งแต่ช่วงกลางวันแล้ว เมื่อการเตรียมพร้อมประสบโอกาสก็ได้จังหวะที่ผมจะได้เจอน้องลูกหมี โดยเริ่มจากผมโทรไปคุยกับน้องลูกหมีช่วง 22.45น. แล้วน้องลูกหมีบอกว่า ต้องการยาป้ายปากที่ผมเคยบอกเธอว่าผมซื้อไว้ให้แล้ว ผมก็เลยบอกว่า เด๋วเลิกงานจะเอาไปให้ ทีนี้ เมื่อเลิกงานผมมานั่งคิดต่ออีกว่า"กูจะเอารถมอไซค์ไปดีป่าววะเนี่ย" เพราะฝนตก อากาศก็หนาว และระยะทางจากบ้านผม ไปบ้านย่าน้องลูกหมีก็ไกลเอาเรื่องอยู่ จึงตัดสินใจยืมรถยนต์ของพี่ชายที่สุดแสนจะน่ารัก
พอผมเล่าว่าผมจำเป็นจะต้องเอายาไปให้ผู้หญิงคนนึงที่ไม่สบายมา 2 วันแล้วในคืนนี้ให้ได้ (เป็นเทคนิคการสร้างภาพลงไปในสมองของผู้ฟังให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และสำคัญของปัญหา ที่ผมมักใช้เทคนิคนี้บ่อยๆ)แล้วผมขอยืมรถยนต์พี่ไปหาน้องเขา พี่ผมก็โอเคพร้อมกับบอกว่า เอาไปเลยคุณน้องวิช ใช้ยาวไปเลยคืนนี้ พี่ไม่แขบ 5555++ แต่ผมไม่ได้บอกนะว่าผมแค่เอายาป้ายปากไปให้ อิอิ
3NIS AAN (-11-)
ขนาดภาษาไทยยังยากจะอธิบายเลย ให้เอาภาษาต่างดาวคงต้องแย่แน่ๆ งั้นเอาเกาหลีแทนละกัน จากการที่น้องลูกหมีสอนภาษาเกาหลี ทำให้ผมต้องสร้างเทคนิคการจำส่วนตัวขึ้นมาเอง เช่น การทักทายของเกาหลีสิ่งแรกที่ ผมจะนึกถึง คือ "นั่งยอง Say hello" คือมีคนๆนึง นั่งยองๆ อ่า แล้วกล่าวทักทายเป็นภาษาปะกิด จะโยงเป็นคำเกาหลีทักทายว่า "อัน ยอง ฮา เซ โย" ที่แปลว่า สวัสดี 5555555++ เป็นเทคนิคในแบบของผมเอง
3NIS AAN (-10-)
ผมอยากเจอน้องลูกหมีมากแต่ในใจก็เขินอ่า แต่ก็คิดว่าเธอเจอผมคงจะมองเป็นเพื่อนเก่าคนนึงเท่านั้นเอง นั่นอาจจะเป็นความรู้สึกของน ้องลูกหมีที่ผมคิดไปเอง แต่สำหรับผม มันไม่ใช่แบบนั้นอะสิ ณ เวลานี้ผมรู้สึกว่าน้องลูกหมีเป็นคนที่พิเศษสำหรับผม แต่ผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกรักธรรมดา เหมือนที่ผมเคยเจอมา มันเป็นอะไรที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง มันพิเศษกว่านั้นมาก เปรียบกับว่าคุณเคยส่งข้อมูลทางโทรเลขอ่ะ เคยส่งมาหลายครั้งมาก แต่แล้ววันนึงโชคชะตาทำให้คุณต้องมาพบกับสุดยอดคอมพิวเตอร์ พร้อมอินเตอร์เน็ตผ่านการส่งถ่ายข้อมูลของระบบไฟเบอร์ ออฟติก แล้วคุณสามารถติดต่ออีกคนนึงผ่านกล้องความละเอียดสูง พร้อมโปรแกรมแชทแบบเรียลไทม์ ซึ่งความที่คุณไม่เคยรู้จักคอมพิวเตอร์มาก่อนมันทำให้คุณงงเป็นไก่ตาแตกไปเลย ผีหลอก หรือเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติแน่นอน ถึงคุณงง แต่คุณรู้สึกถึงประสิทธิภาพของมันว่า "มันใช่เลยอ่า แต่กูไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี" คือผมต้องเปรียบเทียบเอาสิ่งที่เรารู้จักมานำเสนอให้เห็นภาพเฉยๆ เพราะผมมั่นใจว่า ท่านจะเข้าใจความรู้สึกผมไม่ถึง 1% แน่นอน คิดดูว่ามันสุดยอดขนาดไหนหากท่านเป็นผม หรือจะอุปมาอีกสักตัวอย่างนึง เหมือนเราเห็นดอกไม้ในสวน เราเกิด "ชอบ" เราก็แค่เด็ดกลับมาใส่แจกันที่บ้านให้ดูสวยๆ สักสามสี่วัน แล้วดอกไม้นั้นก็เฉาไปอย่างน่าเสียดาย กับอีกแบบนึงที่เรา "รัก" ดอกไม้ดอกนั้น เราจะไม่เด็ดมัน แต่จะพยายามดูแลทุกวัน แม้จะไม่ได้เห็นทุกวัน แต่ดอกไม้ดอกนั้นก็จะยังคงเป็นดอกไม้ที่สวยอยู่ทุกเมื่อ เชื่อวัน เช่นกัน ผมอยากจะมีน้องลูกหมีตลอดไป ไม่ใช่แค่ 1 วินาที 1 นาที 1 ชั่วโมง 1 วัน 1 สัปดาห์ 1 เดือน 1ไตรมาส 1 ปี 1ทศวรรษ 1ชั่วคน 1 ศตวรรษ 1 กัลป์ แต่คือตลอดไป ถ้าท่านอ่านมาถึงตรงนี้ ท่านจะเข้าใจความรู้สึกของผมมากขึ้นสักนิดนึง เป็นประมาณไม่เกิน 2.44% อีก 97.56 % นั้น ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นภาษาที่มนุษย์จะเข้าใจได้อีกแล้ว
3NIS AAN (-9-)
มีอยู่คืนนึงที่ผมรู้สึกว่าการที่เราคุยโทรศัพท์กันหลายๆ ช่ัวโมงติดต่อกัน จะทำให้เกิดผลเสียต่อน้องลูกหมีในระยะยาวอย่างแน่นอน ผมกลัวทางบ้านน้องลูกหมีจะตำหนิคือในคืนนั้นคุยกันจนเช้าเลยที่เดีย ในตอนนั้น ก็เลยคิดว่าน่าจะมีข้อตกลงอะไรสักอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อน้องลูกหมีสักข้อนึง ผมก็เลยเสนอว่า น่าจะมีการจำกัดเวลาในการคุยว่าไม่ควรเกิน ตี 02.30 (ถือว่าก็ยังดึกอยู่ แต่บางทีเราเกิดคิดถึง วางสายยากอ่า) ส่วนน้องลูกหมีก็ให้กำเนิดชื่อ ของข้อเสนอนี้ว่า"Bandon contract (สนธิสัญญา บ้านดอน) ถ้าให้เท่ก็ต้องอ่านว่า แบนด้อน จะฟังแล้วโกอินเตอร์มากมาย 55555++
และพอรุ่งขึ้นผมก็คิดว่าน้องลูกหมีต้องอ่อนเพลียจากการที่อดหลับอดนอนมาก อย่างแน่นอน ซึ่งผมบอกตามตรงว่า ผมรู้สึกผิดจริงๆ ก็ได้แต่ติดต่อไปด้วยความเป็นห่วงว่า ขายของเหนื่อยอ่ะป่าว ซึ่งน้องลูกหมีก็บอกว่าวันนั้นนอกจากขายของแล้วยังต้องถูบ้าน ล้างรถ ดูดฝุ่น จิปาถะมากมาย ซึ่งข้อมูลที่น้องลูกหมีบอกมาทำให้ผมวิเคราะห์อุปนิสัยของเธอได้อีกข้อนึงด้วยเช่นกัน รับรองโดน 100% แต่อุบไว้ ขอไม่บอกนะ อิอิ แต่ที่เกิดขึ้นกับลูกหมีก็เป็นผลมากจากการนอนใกล้จะเช้าแล้วตื่นเช้าเช่นกัน ระยะยาวจะเสียสุขภาพแน่นอน เลยจำเป็นต้องบังคับใช้ สนธิสัญญา แบนด้อน
และพอรุ่งขึ้นผมก็คิดว่าน้องลูกหมีต้องอ่อนเพลียจากการที่อดหลับอดนอนมาก อย่างแน่นอน ซึ่งผมบอกตามตรงว่า ผมรู้สึกผิดจริงๆ ก็ได้แต่ติดต่อไปด้วยความเป็นห่วงว่า ขายของเหนื่อยอ่ะป่าว ซึ่งน้องลูกหมีก็บอกว่าวันนั้นนอกจากขายของแล้วยังต้องถูบ้าน ล้างรถ ดูดฝุ่น จิปาถะมากมาย ซึ่งข้อมูลที่น้องลูกหมีบอกมาทำให้ผมวิเคราะห์อุปนิสัยของเธอได้อีกข้อนึงด้วยเช่นกัน รับรองโดน 100% แต่อุบไว้ ขอไม่บอกนะ อิอิ แต่ที่เกิดขึ้นกับลูกหมีก็เป็นผลมากจากการนอนใกล้จะเช้าแล้วตื่นเช้าเช่นกัน ระยะยาวจะเสียสุขภาพแน่นอน เลยจำเป็นต้องบังคับใช้ สนธิสัญญา แบนด้อน
3NIS AAN (-8-)
บางเวลาผมต้องการคำปรึกษาและกำลังใจจากใครสักคน ซึ่งส่วนใหญ่ได้แต่กำลังใจอย่างเดียว คำปรึกษาส่วนที่ได้มา จะเป็นแนว เออ ออ ห่อหมก ไม่ฉีก ไม่เคลียร์ คลุมเคลือ ผมคิดว่าคนสองคนต้องช่วยคิดได้ด้วย หากช่วยทำด้วยจะดีมาก การมีคู่คิดที่มีแนวทางกว้างไกล จะช่วยเพิ่มโอกาสในการแก้ปัญหาไปได้คุณว่าป่าว
อีกไม่นานหลังจากที่ผมอัพบล๊อกอันนี้ ผมต้องไปรับหน้าที่ที่ท้าทายที่สุดในชีวิตผมอีกอันนึง มีผู้ชายคนนึงเขาตั้งใจสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อผม เขาเคยบอกว่า "พ่อไม่มีอะไรจะให้ลูก นอกจากความรู้" แล้วพ่อผมก็ส่งผมจนเรียนจบ แล้วเขาก็วางเกมส์ไว้ให้ผมไปสานต่อ เป็นเกมส์ชีวิตจริงที่ความรู้ความสามารถทุกอย่างของผมที่ผมได้รับ ได้รู้ ได้เรียน ได้ทำมา ตลอด 25 ปีจะถูกทดสอบโดยสถานการณ์จริงๆ ในฐานะลูกชายคนโตของตระกูล โดยไม่มีใครมาโอ๋ มาประคบประหงม ทุกอย่างจะผูกขาดกับตัวผมเองเป็นหลัก อันที่จริง ผมเคยไปทำงานกับพ่อผมได้เกือบปี แล้วผมก็ขอกลับมาเล่นดนตรีที่สุราษฎร์ ซึ่งหากผมกลับไปช่วยงานพ่อผมที่ จ.ตรังอีกครั้ง ผมรู้ได้ทันทีว่าจะต้องเจออะไรบ้าง ผมเตรียมแก้เกมส์ไว้แล้วคุณพ่อ ขอให้สนิทใจได้เลยว่าผมทำได้แน่นอน เพราะธุรกิจที่แท้จริงต้องมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ งานยากคืองานง่ายๆที่มันเยอะและซ้อนกัน เราค่อยๆแก้ เดี๋ยวก็เสร็จ
สิ่งที่ผมคิดว่าคุ้มค่าสุด คือการที่ผมได้มีวันที่รู้จักน้องลูกหมี คือการได้เรียนรู้เรื่องราวหลายๆอย่างจากตัวเธอ คือการได้ใกล้ชิด และที่สำคัญ ผมอยากให้น้องลูกหมีคิดถึงผม เหมือนกับที่ผม คิดถึงน้องลูกหมีทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ทุกวินาที ไม่เว้นวันหยุดราชการ วันพระก็ไม่ สารทไทยไม่สน กินจงกินเจ ไม่เกี่ยว หากเป็นเช่นนั้นจริง ผมคิดว่าในชีวิตผมที่เกิดมาครั้งนึงแล้ว เราสองคนได้มีจิตใจตรงกัน ไม่เสียชาติเกิดแล้วละ
และแล้วคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ผมนอนหลับอย่างมีความสุขอย่างมากอีกคืนนึง เพราะได้มีนางฟ้ารูปงามมาขับกล่อมผมด้วยเสียงที่ไพเราะ น่าฟัง สำหรับผม เธอเป็นนางฟ้าที่สวยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เสียงที่แหลมเล็กน่ารักของเธอสื่อ อารมณ์ประมาณ ว่า" เห็นลูกแมวตัวน้อย ขนปุยๆ หน้าตาบ๊องแบ๊ว น่ารัก จริงๆเลยน้องเหมียววววววว" ประมาณนั้นอ่า ผมฟังน้องลูกหมีร้องเพลงแล้ว หัวใจผมแทบละลาย คือแบบว่า หลงรักเลย เอาหัวใจทั้งดวงไปเลย 4 ห้อง เอาไปเลย 10 คะแนน เอาไปเลย 5 กะโหลก เอาไปเลย ความฝันผมเป็นจริงอีก 1 ข้อแล้ว น้องลูกหมี ทำผมเกือบหยุดหายใจ ยอดเยี่ยมมาก
อีกไม่นานหลังจากที่ผมอัพบล๊อกอันนี้ ผมต้องไปรับหน้าที่ที่ท้าทายที่สุดในชีวิตผมอีกอันนึง มีผู้ชายคนนึงเขาตั้งใจสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อผม เขาเคยบอกว่า "พ่อไม่มีอะไรจะให้ลูก นอกจากความรู้" แล้วพ่อผมก็ส่งผมจนเรียนจบ แล้วเขาก็วางเกมส์ไว้ให้ผมไปสานต่อ เป็นเกมส์ชีวิตจริงที่ความรู้ความสามารถทุกอย่างของผมที่ผมได้รับ ได้รู้ ได้เรียน ได้ทำมา ตลอด 25 ปีจะถูกทดสอบโดยสถานการณ์จริงๆ ในฐานะลูกชายคนโตของตระกูล โดยไม่มีใครมาโอ๋ มาประคบประหงม ทุกอย่างจะผูกขาดกับตัวผมเองเป็นหลัก อันที่จริง ผมเคยไปทำงานกับพ่อผมได้เกือบปี แล้วผมก็ขอกลับมาเล่นดนตรีที่สุราษฎร์ ซึ่งหากผมกลับไปช่วยงานพ่อผมที่ จ.ตรังอีกครั้ง ผมรู้ได้ทันทีว่าจะต้องเจออะไรบ้าง ผมเตรียมแก้เกมส์ไว้แล้วคุณพ่อ ขอให้สนิทใจได้เลยว่าผมทำได้แน่นอน เพราะธุรกิจที่แท้จริงต้องมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ งานยากคืองานง่ายๆที่มันเยอะและซ้อนกัน เราค่อยๆแก้ เดี๋ยวก็เสร็จ
สิ่งที่ผมคิดว่าคุ้มค่าสุด คือการที่ผมได้มีวันที่รู้จักน้องลูกหมี คือการได้เรียนรู้เรื่องราวหลายๆอย่างจากตัวเธอ คือการได้ใกล้ชิด และที่สำคัญ ผมอยากให้น้องลูกหมีคิดถึงผม เหมือนกับที่ผม คิดถึงน้องลูกหมีทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ทุกวินาที ไม่เว้นวันหยุดราชการ วันพระก็ไม่ สารทไทยไม่สน กินจงกินเจ ไม่เกี่ยว หากเป็นเช่นนั้นจริง ผมคิดว่าในชีวิตผมที่เกิดมาครั้งนึงแล้ว เราสองคนได้มีจิตใจตรงกัน ไม่เสียชาติเกิดแล้วละ
และแล้วคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ผมนอนหลับอย่างมีความสุขอย่างมากอีกคืนนึง เพราะได้มีนางฟ้ารูปงามมาขับกล่อมผมด้วยเสียงที่ไพเราะ น่าฟัง สำหรับผม เธอเป็นนางฟ้าที่สวยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เสียงที่แหลมเล็กน่ารักของเธอสื่อ อารมณ์ประมาณ ว่า" เห็นลูกแมวตัวน้อย ขนปุยๆ หน้าตาบ๊องแบ๊ว น่ารัก จริงๆเลยน้องเหมียววววววว" ประมาณนั้นอ่า ผมฟังน้องลูกหมีร้องเพลงแล้ว หัวใจผมแทบละลาย คือแบบว่า หลงรักเลย เอาหัวใจทั้งดวงไปเลย 4 ห้อง เอาไปเลย 10 คะแนน เอาไปเลย 5 กะโหลก เอาไปเลย ความฝันผมเป็นจริงอีก 1 ข้อแล้ว น้องลูกหมี ทำผมเกือบหยุดหายใจ ยอดเยี่ยมมาก
3NIS AAN (-7-)
ความที่เคยรู้จักกันมาก่อนย่อมมีส่วนในการสร้างความสนิท แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ผมรู้สึกพิเศษ จากการที่คุยครั้ง สองครั้ง ฟังจากวิธีการใช้คำพูด การพูดนำเสนอ แล้วแตกต่างรู้เลยว่าเป็นคนมีภูมิ ในขณะเดียวกันก็มีความคิดและจินตนาการแบบฮาๆ มานำเสนอให้ผมฟังอยู่บ่อย ๆ อาทิ มีอยู่ความคิดนึงที่คิดจะขายหมูปิ้ง แข่งกับ ร้านเจ้าข้างๆ ซึ่งเป็นป้าแก่ๆ โดยให้เหตุผลกับผมว่า "ร้านป้าเขาขายมันเยอะกว่าเนื้อแดง ลูกหมีอยากให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงความแตกต่าง เลยอยากขายหมูปิ้งบ้าง จะได้ให้ลูกค้าได้กินเนื้อแดงเยอะๆ " โอ้ ช่างเป็นแนวคิด ชาตินิยมจริงๆ ยอมเหนื่อยเพิ่ม เพื่อให้คนในชาติได้ลิ้มลองหมูปิ้งที่มีเนื้อแดงเยอะกว่ามัน นับถือ แถมยังจะถ่ายรูปหมูปิ้งคุณป้าอัพลงไปในเฟสให้ผมดูด้วย ความรู้สึกที่อยากจะเอาชนะหมูปิ้งของคุณป้าข้างบ้านโดยการเปิดร้านหมูปิ้งมาแข่งนั้กำลังลุกโชน เดือดพล่าน พร้อมจะประทุ รอเวลาที่กำลังจะระเบิดออกมา และไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่จะหยุดยั้งโปรเจ็คนี้ได้อีกต่อไป แต่!
พอผ่านไปอีก วันทุกอย่างคืนสู่สภาวะปกติ ไม่มีโปรเจ็คนี้ในโลกอีกต่อไปแล้ว พอผมถามเรื่องหมูปิ้ง น้องลูกหมีก็บอกว่า "เมื่อเช้า ป้าแกขายหมูปิ้ง ลูกหมีบอกว่า เอามันน้อยๆ เนื้อแดงเยอะๆ ป้าเขาก็จัดให้" จบ แค่นี้ ! ฮาไหมท่าน นี่แหละ ความน่ารักแบบเด็กๆ ใสๆ ที่ผมคิดว่าน่าจะไม่เหมือนใครอีกแล้วในคาบสมุทรอินโดจีนนี้
ผมยอมรับแบบลูกผู้ชายเลยว่า ผู้หญิงที่ผมเคยคบทุกคนล้วนมีจุดเหมือนกันทูกคน คือ อายุแก่กว่าผม หากไม่แก่ปีก็แก่เดือน หากไม่แก่เดือนก็แก่วัน และอีกข้อ คือ คุณวุฒิ หากไม่เท่ากัน ก็จะเป็นผมที่คุณวุฒิสูงกว่าเสมอ หากสมมุติว่าน้องลูกหมีคบกับผม เธอจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ อายุน้อยกว่าผม และเป็นผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงที่สุดที่ผมคบหามา นี่คือ สองสิ่งที่ตัวน้องลูกหมีจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ทุบสถิติ world's record ในใจผม (ถ้าเราลงเอยกันน่ะ)
พอผ่านไปอีก วันทุกอย่างคืนสู่สภาวะปกติ ไม่มีโปรเจ็คนี้ในโลกอีกต่อไปแล้ว พอผมถามเรื่องหมูปิ้ง น้องลูกหมีก็บอกว่า "เมื่อเช้า ป้าแกขายหมูปิ้ง ลูกหมีบอกว่า เอามันน้อยๆ เนื้อแดงเยอะๆ ป้าเขาก็จัดให้" จบ แค่นี้ ! ฮาไหมท่าน นี่แหละ ความน่ารักแบบเด็กๆ ใสๆ ที่ผมคิดว่าน่าจะไม่เหมือนใครอีกแล้วในคาบสมุทรอินโดจีนนี้
ผมยอมรับแบบลูกผู้ชายเลยว่า ผู้หญิงที่ผมเคยคบทุกคนล้วนมีจุดเหมือนกันทูกคน คือ อายุแก่กว่าผม หากไม่แก่ปีก็แก่เดือน หากไม่แก่เดือนก็แก่วัน และอีกข้อ คือ คุณวุฒิ หากไม่เท่ากัน ก็จะเป็นผมที่คุณวุฒิสูงกว่าเสมอ หากสมมุติว่าน้องลูกหมีคบกับผม เธอจะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ อายุน้อยกว่าผม และเป็นผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงที่สุดที่ผมคบหามา นี่คือ สองสิ่งที่ตัวน้องลูกหมีจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ทุบสถิติ world's record ในใจผม (ถ้าเราลงเอยกันน่ะ)
3NIS AAN (-6-)
ณ ช่วงเวลานี้ผมโทรคุยกับน้องลูกหมีทุกวัน ผมชอบฟังเวลาน้องลูกหมีพูดเล่าเรื่องเพราะจะมีเรื่องตลกๆ มาให้ผมฟังบ่อยๆ ทั้งเรื่องแมวที่เลี้ยงเอย เรื่องลูกค้าที่มาซื้อของเอย เรื่องท่อประปาแตกเอย เรื่องจานทรูวิชั่นเอย เรื่องปั๊มน้ำมันเอย เรื่องโน้น เรื่องนี้เยอะแยะตาแป๊ะ ผมฟังไปเรื่อยๆ ก็ขำดี
ผมนับถือน้องลูกหมีตรงที่ เป็นคนที่สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศแถบเอเชียแล้วถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจได้ ซึ่งประวัติศาสตร์ที่ผมศึกษาอยู่คือ วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์เรื่อง ทรี จี๊ จี หรือ สามก๊กนั่นเอง ผมศึกษาฉบับคลาสสิกเลยทีเดียว ซึ่งในเรื่อง ตัวละครแต่ละตัว จะมี 4 ชื่อเรียก คือ
1 ชื่อแซ่
2 ชื่อจริง
3 ฉายา
4 ตำแหน่งทางการเมือง
เช่น "เล่าปี่" มีอีกชื่อนึงว่า "เล่าเฮี่ยงเต๊ก" มีตำแหน่งทางการเมืองแตกต่างกันตามสถานการณ์ เช่น เจียงกุน เป็นตำแหน่งของชนชั้นปกครอง ซึ่งเจียงกุนก็จะมีหลายตัวละครเพราะมันมีหลายเมือง เหมือนเราเรียก ท่านผู้กำกับอ่ะ
แล้วตัวละครไม่ได้มี 10 20 ตัวนะครับ สมมุติว่าตัวละคร 33 ตัว คูณ 4 เข้าไปก็เท่าไหร่แล้ว แล้วนี่รวมกัน เป็นร้อยๆ ตัวละคร คิดดู เอาสมองส่วนไหนไปจำ ยิ่งถ้ามึนๆ ด้วย อ่าน1 วัน เว้น 3 วัน ไม่มีทางปะติดปะต่อได้แน่นอน ชัวร์ อย่างน้อยผมคนนึงละที่ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการศึกษาเรื่องนี้
น้องลูกหมี เธอสามารถเอาวิชาประวัติศาสตร์จีนมาทำให้เหล่าเยาวชนอ้าปากค้างมาแล้ว เป็นวิธีการที่ดีที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังอีกแบบนึงที่เธอเล่าให้ผมฟังผมก็ยังรู้สึกว่า เออ เจ๋งว่ะ ซึ่งหากรายละเอียดลึกกว่านี้ว่าทำไง คงต้องไปถามน้องลูกหมีเอาแล้วกันนะ อิอิ ลับเฉพาะ
จากการที่ผมได้คุยกับน้องลูกหมีมาก็หลายวัน ผมบอกได้เลยว่า น้องลูกหมีน่ารักมาก และสำคัญกว่านั้น คือ ผมรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ แตกต่างอ่ะ คือ ถามว่า แตกต่างยังไง
ผมนับถือน้องลูกหมีตรงที่ เป็นคนที่สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศแถบเอเชียแล้วถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจได้ ซึ่งประวัติศาสตร์ที่ผมศึกษาอยู่คือ วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์เรื่อง ทรี จี๊ จี หรือ สามก๊กนั่นเอง ผมศึกษาฉบับคลาสสิกเลยทีเดียว ซึ่งในเรื่อง ตัวละครแต่ละตัว จะมี 4 ชื่อเรียก คือ
1 ชื่อแซ่
2 ชื่อจริง
3 ฉายา
4 ตำแหน่งทางการเมือง
เช่น "เล่าปี่" มีอีกชื่อนึงว่า "เล่าเฮี่ยงเต๊ก" มีตำแหน่งทางการเมืองแตกต่างกันตามสถานการณ์ เช่น เจียงกุน เป็นตำแหน่งของชนชั้นปกครอง ซึ่งเจียงกุนก็จะมีหลายตัวละครเพราะมันมีหลายเมือง เหมือนเราเรียก ท่านผู้กำกับอ่ะ
แล้วตัวละครไม่ได้มี 10 20 ตัวนะครับ สมมุติว่าตัวละคร 33 ตัว คูณ 4 เข้าไปก็เท่าไหร่แล้ว แล้วนี่รวมกัน เป็นร้อยๆ ตัวละคร คิดดู เอาสมองส่วนไหนไปจำ ยิ่งถ้ามึนๆ ด้วย อ่าน1 วัน เว้น 3 วัน ไม่มีทางปะติดปะต่อได้แน่นอน ชัวร์ อย่างน้อยผมคนนึงละที่ต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการศึกษาเรื่องนี้
น้องลูกหมี เธอสามารถเอาวิชาประวัติศาสตร์จีนมาทำให้เหล่าเยาวชนอ้าปากค้างมาแล้ว เป็นวิธีการที่ดีที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังอีกแบบนึงที่เธอเล่าให้ผมฟังผมก็ยังรู้สึกว่า เออ เจ๋งว่ะ ซึ่งหากรายละเอียดลึกกว่านี้ว่าทำไง คงต้องไปถามน้องลูกหมีเอาแล้วกันนะ อิอิ ลับเฉพาะ
จากการที่ผมได้คุยกับน้องลูกหมีมาก็หลายวัน ผมบอกได้เลยว่า น้องลูกหมีน่ารักมาก และสำคัญกว่านั้น คือ ผมรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ แตกต่างอ่ะ คือ ถามว่า แตกต่างยังไง
3NIS AAN (-5-)
ในฝันเท่าที่จำได้เหมือนกับผมเดินผ่านตึกสูงๆ เยอะแยะมากมายแล้วไปโผล่อยู่ในห้างอะไรสักห้างนึงเพื่อที่จะทำอะไรสักอย่าง จำได้ว่าเดินอยู่คนเดียว อยู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนนึงมา(ซึ่งก็คือน้องลูกหมี) เดินข้างๆ ผมตั้งเมื่อไรก็ไม่รู้ ก็คุยกับผม ผมก็คุยกับเธอเรื่องอะไรสักอย่างนี่แหละ โอ๊ย มึน แต่ผมยังไม่หันไปมองหน้าเธอ พอสักพักก็เหมือนเธอเห็นอะไรสักอย่างแล้วชี้ไปข้างหน้า แล้วบอกผมเชิงชักชวนแกมบังคับว่า
"ขนมจีน &(;;:;)฿@"!?,.!!!?/:,.|?<¥¥$€¥€ ชอบมาก &฿(;/;&฿((@@!<,{€%} เลี้ยงด้วย".
- -"
คือ ไอที่เป็นภาษาต่างดาวเนี่ย ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าน้องลูกหมีพูดว่าอะไร แต่รู้ว่า ขนมจีนร้านนี้กูชอบมาก มึงต้องกินกับกูนะโว้ย เลี้ยงด้วยไรประมาณนี้อ่ะ ส่วนศัพท์ที่ชัดๆ ก็จำได้แค่หัวประโยค กลางประโยค และท้ายประโยคก็บุญแล้วนะเนี่ยเรา รู้สึกว่าในฝันมันไม่ใช่ในจังหวัดสุราษฎร์ด้วยสิ ไปชอบขนมจีนจังหวัดไหนป่าวเนี่ย โอ๊ย มึนนนนน หลังจากนั้นผมก็บอกว่า ไม่ว่างเพราะต้องทำไรสักอย่าง แล้วก็จำไรไม่ได้แล้วก็ฝันเรื่องอื่นต่อ คือพอเช้าผมตื่นขึ้นมาผมก็นึกไม่ออกว่าฝันไรไปบ้าง เพราะมันเป็นฝันแบบ งง งง จนบ่ายแก่ๆวันนั้น นึกถึงเรื่องขนมจีน ซึ่งแวบเข้ามาในหัว ก็เลยโทรหาน้องลูกหมีกะจะถามเรื่องขนมจีน ว่าชอบกินขนาดไหน น้องลูกหมีก็ดันติดธุระขายของอยู่อีก ผมก็เลย เออช่างเหอะ ฝันแบบ มั่วๆ มันคงเป็นฝันไร้สาระอะนะ พอตอนมาทำงานเล่นดนตรีช่วงดึกหน่อยก็ได้คุยเฟสกับน้องลูกหมี ผมก็ถือโอกาสถามเลยว่า ชอบกินขนมจีนป่าว น้องลูกหมีก็บอกว่าชอบมากด้วย คือมันบังเอิญหรือป่าว หรือยังไงกัน ผมสามารถนั่งทางนัยไปกินขนมจีนกับน้องลูกหมีในฝันได้หรือเนี่ย ใครสามารถอธิบายได้บ้าง
"ขนมจีน &(;;:;)฿@"!?,.!!!?/:,.|?<¥¥$€¥€ ชอบมาก &฿(;/;&฿((@@!<,{€%} เลี้ยงด้วย".
- -"
คือ ไอที่เป็นภาษาต่างดาวเนี่ย ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าน้องลูกหมีพูดว่าอะไร แต่รู้ว่า ขนมจีนร้านนี้กูชอบมาก มึงต้องกินกับกูนะโว้ย เลี้ยงด้วยไรประมาณนี้อ่ะ ส่วนศัพท์ที่ชัดๆ ก็จำได้แค่หัวประโยค กลางประโยค และท้ายประโยคก็บุญแล้วนะเนี่ยเรา รู้สึกว่าในฝันมันไม่ใช่ในจังหวัดสุราษฎร์ด้วยสิ ไปชอบขนมจีนจังหวัดไหนป่าวเนี่ย โอ๊ย มึนนนนน หลังจากนั้นผมก็บอกว่า ไม่ว่างเพราะต้องทำไรสักอย่าง แล้วก็จำไรไม่ได้แล้วก็ฝันเรื่องอื่นต่อ คือพอเช้าผมตื่นขึ้นมาผมก็นึกไม่ออกว่าฝันไรไปบ้าง เพราะมันเป็นฝันแบบ งง งง จนบ่ายแก่ๆวันนั้น นึกถึงเรื่องขนมจีน ซึ่งแวบเข้ามาในหัว ก็เลยโทรหาน้องลูกหมีกะจะถามเรื่องขนมจีน ว่าชอบกินขนาดไหน น้องลูกหมีก็ดันติดธุระขายของอยู่อีก ผมก็เลย เออช่างเหอะ ฝันแบบ มั่วๆ มันคงเป็นฝันไร้สาระอะนะ พอตอนมาทำงานเล่นดนตรีช่วงดึกหน่อยก็ได้คุยเฟสกับน้องลูกหมี ผมก็ถือโอกาสถามเลยว่า ชอบกินขนมจีนป่าว น้องลูกหมีก็บอกว่าชอบมากด้วย คือมันบังเอิญหรือป่าว หรือยังไงกัน ผมสามารถนั่งทางนัยไปกินขนมจีนกับน้องลูกหมีในฝันได้หรือเนี่ย ใครสามารถอธิบายได้บ้าง
3NIS AAN (-4-)
-หรือเอาแบบธรรมะ-
"ตะเอง คือว่า พรุ่งนี้เราจะชวนตะเองไปถวายสังฆทานอะ ไปด้วยกันนะ"
"ติดธุระจ้า ไว้วันหลังนะวิช"
เกือบจะดีT T
-หรือเอาแบบ ออกกำลังกาย-
"ตะเอง ตีแบตกันนะ พรุ่งนี้ ที่เกาะลำพู"
"ม่ายว่างงงงงง. ลูกหมีช่วยแม่ขายของ "
ยังไม่เข้าท่า T T
-หรือว่าใช้วิธี หมูกะทะยอดฮิต-
"ตะเอง ไปกินหมูกะทะกันนะ ร้านที่จะพาไปกินเนี่ย เป็นหมูนำเข้าจากเกาหลีเชียวนะ"
"ลูกหมีลดน้ำหนักอยู่"
ยังไม่โดน T T
คือที่ว่ามาทั้งหมดข้างต้นเนี่ยมีเรื่องชวนดูหนัง แล้วก็ออกกำลังกายที่เคยชวนแล้วได้คำตอบดังกล่าวมา นอกนั้นเป็นคำถาม คำตอบที่ผมคิดไปเอง ถามเอง ตอบเอง จินตนาการเองหมดเลย ไม่ได้ถามเธอแม้แต่คำเดียว สุดยอดป่าว 5555++
ก็ชิวๆ ไปละกัน
แต่มีเรื่องแปลกประหลาดจะเล่าให้ฟัง คืนก่อนผมฝันแปลกๆ มันเป็นความฝันที่มั่วซั่วมากๆ ก็ถ้าว่าไปแล้ว แม้แต่ผมเองจำไม่ค่อยจะได้เหมือนกัน ฝันในคืนนั้นมีหลายเรื่องปนกันไป แต่มีเรื่องน้องลูกหมีเข้ามาเกี่ยวด้วยนี่สิ มันยังไงกัน - -"ผมขอบรรยายให้อ่านกัน
"ตะเอง คือว่า พรุ่งนี้เราจะชวนตะเองไปถวายสังฆทานอะ ไปด้วยกันนะ"
"ติดธุระจ้า ไว้วันหลังนะวิช"
เกือบจะดีT T
-หรือเอาแบบ ออกกำลังกาย-
"ตะเอง ตีแบตกันนะ พรุ่งนี้ ที่เกาะลำพู"
"ม่ายว่างงงงงง. ลูกหมีช่วยแม่ขายของ "
ยังไม่เข้าท่า T T
-หรือว่าใช้วิธี หมูกะทะยอดฮิต-
"ตะเอง ไปกินหมูกะทะกันนะ ร้านที่จะพาไปกินเนี่ย เป็นหมูนำเข้าจากเกาหลีเชียวนะ"
"ลูกหมีลดน้ำหนักอยู่"
ยังไม่โดน T T
คือที่ว่ามาทั้งหมดข้างต้นเนี่ยมีเรื่องชวนดูหนัง แล้วก็ออกกำลังกายที่เคยชวนแล้วได้คำตอบดังกล่าวมา นอกนั้นเป็นคำถาม คำตอบที่ผมคิดไปเอง ถามเอง ตอบเอง จินตนาการเองหมดเลย ไม่ได้ถามเธอแม้แต่คำเดียว สุดยอดป่าว 5555++
ก็ชิวๆ ไปละกัน
แต่มีเรื่องแปลกประหลาดจะเล่าให้ฟัง คืนก่อนผมฝันแปลกๆ มันเป็นความฝันที่มั่วซั่วมากๆ ก็ถ้าว่าไปแล้ว แม้แต่ผมเองจำไม่ค่อยจะได้เหมือนกัน ฝันในคืนนั้นมีหลายเรื่องปนกันไป แต่มีเรื่องน้องลูกหมีเข้ามาเกี่ยวด้วยนี่สิ มันยังไงกัน - -"ผมขอบรรยายให้อ่านกัน
3NIS AAN (-3-)
ผมคิดถึงน้องลูกหมีทุกวัน ไม่รู้เป็นอะไร
สิ่งที่น้องลูกหมีแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่น คือ ผมรู้สึกแน่ใจ และสนิทใจกับเธอแบบไม่มีเหตุผล น้องลูกหมี ผมมีความสุขและคุยกันแบบไหลลื่น แต่เธออาจจะมองผมเป็นแค่เพื่อนก็ได้ และก็อาจจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ แต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ผม หน้าที่ผมคือ ผมต้องทำให้น้องลูกหมีรู้สึกว่าผมนั้นคิดยังไง ผมว่าถ้าหากการกระทำของผมชัดเจนพอ น้องลูกหมีต้องถามผมขึ้นมาเอง .. อันนี้ผมคนดการณ์เอานะ
อาจจะเป็นอีกครั้งที่ผมต้องเสียใจกับเรื่องความรักก็ได้ ใครจะไปรู้ แต่สิ่งที่เสียใจยิ่งกว่า คือ การที่เรารู้ถึงความรู้สึกของตัวเองแต่กลับไม่ยอมทำอะไรสักอย่างแล้วปล่อยให้มันผ่านไปแบบไร้ความหมายนี่สิน่าเสียใจและเสียดายยิ่งกว่ามากครับ เห็นด้วยไหมท่านผู้อ่าน
ตอนนี้อยากมีโอกาสที่จะทำอะไรสักอย่างร่วมกับน้องลูกหมี ไรก็ได้ ผมแค่คิดว่าการสื่อสารมันเป็นเพียงแค่วิธีการเชื่อมตัวบุคคลแบบห่างๆ เราจำเป็นต้องสร้างประสบการณ์ร่วมกัน โดยต้องมีการเริ่มต้นในเร็วๆนี้ให้ได้ ต้องทำให้เป็นความจริง หากถึงวันนั้น ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าผมบรรลุอรหันต์ไปขั้นนึงแล้วละ 5555++
แล้วจะทำไรกันดี สร้างสรรค์หรือสนุก หรือเรียบง่าย หรือท้าทาย หรือกิน หรือไรดี
แล้วจะชวนแบบไหน ถ้ากวนๆ หน่อยก็ประมาณ...
"ตะเอง คือเย็นนี้เราอยากชวนตัวเองไปหาอะไรกระแทกปากกับเรา แถวตลาดศาลเจ้าหน่อย"
"เอาอุ้งตีนลูกหมีป่าว . วิช"
ยังไม่เข้าท่า T T
-หรือเอาแบบคลาสสิค-
"ตะเอง เราว่าจะชวนตะเองไปดูหนังวันพรุ่งนี้ เรื่อง 24 กะลังแจ๋ว"
"ไปดูกับเพื่อนมาแล้ว วิชชวนช้าไปนะ"
คงไม่เข้าท่า T T
ทู บี คอนทินนิว >>>>>
สิ่งที่น้องลูกหมีแตกต่างจากผู้หญิงคนอื่น คือ ผมรู้สึกแน่ใจ และสนิทใจกับเธอแบบไม่มีเหตุผล น้องลูกหมี ผมมีความสุขและคุยกันแบบไหลลื่น แต่เธออาจจะมองผมเป็นแค่เพื่อนก็ได้ และก็อาจจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ แต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ผม หน้าที่ผมคือ ผมต้องทำให้น้องลูกหมีรู้สึกว่าผมนั้นคิดยังไง ผมว่าถ้าหากการกระทำของผมชัดเจนพอ น้องลูกหมีต้องถามผมขึ้นมาเอง .. อันนี้ผมคนดการณ์เอานะ
อาจจะเป็นอีกครั้งที่ผมต้องเสียใจกับเรื่องความรักก็ได้ ใครจะไปรู้ แต่สิ่งที่เสียใจยิ่งกว่า คือ การที่เรารู้ถึงความรู้สึกของตัวเองแต่กลับไม่ยอมทำอะไรสักอย่างแล้วปล่อยให้มันผ่านไปแบบไร้ความหมายนี่สิน่าเสียใจและเสียดายยิ่งกว่ามากครับ เห็นด้วยไหมท่านผู้อ่าน
ตอนนี้อยากมีโอกาสที่จะทำอะไรสักอย่างร่วมกับน้องลูกหมี ไรก็ได้ ผมแค่คิดว่าการสื่อสารมันเป็นเพียงแค่วิธีการเชื่อมตัวบุคคลแบบห่างๆ เราจำเป็นต้องสร้างประสบการณ์ร่วมกัน โดยต้องมีการเริ่มต้นในเร็วๆนี้ให้ได้ ต้องทำให้เป็นความจริง หากถึงวันนั้น ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าผมบรรลุอรหันต์ไปขั้นนึงแล้วละ 5555++
แล้วจะทำไรกันดี สร้างสรรค์หรือสนุก หรือเรียบง่าย หรือท้าทาย หรือกิน หรือไรดี
แล้วจะชวนแบบไหน ถ้ากวนๆ หน่อยก็ประมาณ...
"ตะเอง คือเย็นนี้เราอยากชวนตัวเองไปหาอะไรกระแทกปากกับเรา แถวตลาดศาลเจ้าหน่อย"
"เอาอุ้งตีนลูกหมีป่าว . วิช"
ยังไม่เข้าท่า T T
-หรือเอาแบบคลาสสิค-
"ตะเอง เราว่าจะชวนตะเองไปดูหนังวันพรุ่งนี้ เรื่อง 24 กะลังแจ๋ว"
"ไปดูกับเพื่อนมาแล้ว วิชชวนช้าไปนะ"
คงไม่เข้าท่า T T
ทู บี คอนทินนิว >>>>>
3NIS AAN (-2-)
น้องลูกหมี เธอชอบเลี้ยงแมว ผมก็ชอบมากเช่นกัน กลายเป็นว่า เรามีอะไรที่เหมือนกันในเรื่องของการเลี้ยงสัตว์แล้วละ อิอิ จริงๆแล้วผมเป็นคนที่ไม่คิดจะหาสัตว์มาดูแลเลี้ยงดู เพราะผมมองว่าเป็นภาระ แต่ที่เคยเลี้ยงมาทั้งหมดส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ของเพื่อนข้างบ้านมาเล่นที่บ้านผม ถ้าแมวก็ มีตั้งแต่เปอร์เซียจรจัด ยัน สีสวาดกันเลยทีเดียว ยกทัพกันมา 4-5ตัว ผมก็ดูแลให้อาหารเพราะมีความสุขเวลาเห็นแมวกินอาหารอิ่มแล้วก็เล่นสนุกแล้วก็นอน แล้วก็หนูแฮมเตอร์อีก 1 คู่ ที่เพื่อนร่วมงานบอกว่าจะพามาฝากเลี้ยง 2-3วัน นี่ปาเข้าไปเกือบเดือนแล้ว มันยังไม่ทวงเลย ผมก็เลยต้องเลี้ยงทั้งหนูทั้งแมวโดยสถานการณ์พาไป ก็เลยต้องฝึกจัดระเบียบให้สัตว์สองประเภทนี้อยู่ร่วมกัน
ผมเป็นคนชอบดนตรีแต่จุดด้อยแสนสาหัสในอาชีพการเล่นดนตรีของผมคือ ...... คอนโทรลเสียงตัวเองไม่ได้ ทำให้ผมร้องเพลงบนเวทีไม่บ่อย เพราะความไม่มั่นใจในตัวเอง แต่น้องลูกหมี เธอโม้กับผมว่า ลูกหมีร้องเพลงเพราะ อ่ะ ในใจผมก็อยากได้ยินเสียงตอนน้องลูกหมีร้องเพลง แต่อีกใจคิดในความเป็นกลางว่า"โม้ป่าวเนี่ย" ตึกโป๊ะ 10 ปากว่าไม่เท่า 1 ตาเห็น แต่10 ตาเห็นกรือจะสู้ 1 หูฟัง เอาน่า คิดอะไรก็คิดได้ทั้งนั้น เพราะเราแค่คุยกันเฉยๆ
เพราะผมเป็นนักดนตรี ทุกวันนี้มีผู้หญิงสวย ๆ และไม่สวยเข้ามาสนิท พูดคุยรู้จักผมเยอะมาก ผมก็แค่เออ ออ ห่อหมก ชนแก้ว พูดคุยกับลูกค้าตามประสานักดนตรีทั่วโลกเขาทำกัน ซึ่งในใจ ผมไม่อยากเสียเวลาให้กับสิ่งยั่วยุต่าง ๆ อีกแล้ว หากจะกินเหล้ากันกับผมก็แค่นั้น จริง ๆ ไม่เกินเลยกว่านั้น ผมมีบทเรียนในชีวิตเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ค่อนข้างเยอะมาก มันทำให้ผมมีภูมิคุ้มกันทางความคิดบางอย่างที่มาจากประสบการณ์ตรง"สิ่งผิด ๆ ที่เคยเกิดขึ้นทุกอย่างในชีวิตผม ผมจะไม่ให้มันผิดพลาดเป็นครั้งที่ 2" แล้วน้องลูกหมีละ ?? จริง ๆ ผมไม่ได้รู้สึกพิเศษจากการที่เราเคยเป็นเพื่อนกัน แต่ความรู้สึกที่น้องลูกหมีมีอะไรที่พิเศษนั้น มันเกิดขึ้นในคืนที่ผมโทรไปคุยกันน้องลูกหมีในช่วง คืน 2 คืนแรก ผมรู้สึกว่า " เฮ้ย ! จอร์จ มันใช่ว่ะ " แต่หากถามว่ามันใช่ยังไง ผมตอบเป็นเหตุผลไม่ได้เลย แต่ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงในการคุยโทรศัพท์กับน้องลูกหมี มันไม่เหมือนการคุยกับเพื่อนเก่าคุยกับเพื่อนเก่าน่ะ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเราจะคุยกันแบบจีบหนุ่มจีบสาว เราสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง มีสาระ ไร้สาระ บุ๋น บู๊ แต่มันก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด อืม บอกไงดีหว่า ?? เอาเป็นว่า ผมบอกได้เลยว่าในการสนทนาผมรู้สึกพิเศษกับน้องลูกหมี ไม่เคยเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นกับผม มีอยู่คืนนึงคุยโทรศัพท์ตั้งแต่บ่ายโมงยัน หกโมงเย็นอ่านะ แต่เป็นบ่ายโมงกลางคืน อิอิ(01.30-06.00) ผมไม่รู้ว่าน้องลูกหมีรู้สึกเหมือนกับที่ผมรู้สึกอะป่าวว่า ทำไมน่ะ เรามีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกันเยอะแยะนักหนา เยอะไปหรือป่าว สำหรับ 2 คนที่เคยเรียนม.ต้นด้วยกันแล้วไม่ค่อยสนิทอะไรมากมายในช่วงเวลานั้น แต่กลับต้องมานอนคุยโทรศัพท์จนบางวัน ยันเช้ากันเลย ผมก็กลัวน้องลูกหมีจะเสียสุขภาพเอาจากการนอนเช้านี่แหละ
ผมเป็นคนชอบดนตรีแต่จุดด้อยแสนสาหัสในอาชีพการเล่นดนตรีของผมคือ ...... คอนโทรลเสียงตัวเองไม่ได้ ทำให้ผมร้องเพลงบนเวทีไม่บ่อย เพราะความไม่มั่นใจในตัวเอง แต่น้องลูกหมี เธอโม้กับผมว่า ลูกหมีร้องเพลงเพราะ อ่ะ ในใจผมก็อยากได้ยินเสียงตอนน้องลูกหมีร้องเพลง แต่อีกใจคิดในความเป็นกลางว่า"โม้ป่าวเนี่ย" ตึกโป๊ะ 10 ปากว่าไม่เท่า 1 ตาเห็น แต่10 ตาเห็นกรือจะสู้ 1 หูฟัง เอาน่า คิดอะไรก็คิดได้ทั้งนั้น เพราะเราแค่คุยกันเฉยๆ
เพราะผมเป็นนักดนตรี ทุกวันนี้มีผู้หญิงสวย ๆ และไม่สวยเข้ามาสนิท พูดคุยรู้จักผมเยอะมาก ผมก็แค่เออ ออ ห่อหมก ชนแก้ว พูดคุยกับลูกค้าตามประสานักดนตรีทั่วโลกเขาทำกัน ซึ่งในใจ ผมไม่อยากเสียเวลาให้กับสิ่งยั่วยุต่าง ๆ อีกแล้ว หากจะกินเหล้ากันกับผมก็แค่นั้น จริง ๆ ไม่เกินเลยกว่านั้น ผมมีบทเรียนในชีวิตเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ค่อนข้างเยอะมาก มันทำให้ผมมีภูมิคุ้มกันทางความคิดบางอย่างที่มาจากประสบการณ์ตรง"สิ่งผิด ๆ ที่เคยเกิดขึ้นทุกอย่างในชีวิตผม ผมจะไม่ให้มันผิดพลาดเป็นครั้งที่ 2" แล้วน้องลูกหมีละ ?? จริง ๆ ผมไม่ได้รู้สึกพิเศษจากการที่เราเคยเป็นเพื่อนกัน แต่ความรู้สึกที่น้องลูกหมีมีอะไรที่พิเศษนั้น มันเกิดขึ้นในคืนที่ผมโทรไปคุยกันน้องลูกหมีในช่วง คืน 2 คืนแรก ผมรู้สึกว่า " เฮ้ย ! จอร์จ มันใช่ว่ะ " แต่หากถามว่ามันใช่ยังไง ผมตอบเป็นเหตุผลไม่ได้เลย แต่ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงในการคุยโทรศัพท์กับน้องลูกหมี มันไม่เหมือนการคุยกับเพื่อนเก่าคุยกับเพื่อนเก่าน่ะ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเราจะคุยกันแบบจีบหนุ่มจีบสาว เราสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง มีสาระ ไร้สาระ บุ๋น บู๊ แต่มันก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด อืม บอกไงดีหว่า ?? เอาเป็นว่า ผมบอกได้เลยว่าในการสนทนาผมรู้สึกพิเศษกับน้องลูกหมี ไม่เคยเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นกับผม มีอยู่คืนนึงคุยโทรศัพท์ตั้งแต่บ่ายโมงยัน หกโมงเย็นอ่านะ แต่เป็นบ่ายโมงกลางคืน อิอิ(01.30-06.00) ผมไม่รู้ว่าน้องลูกหมีรู้สึกเหมือนกับที่ผมรู้สึกอะป่าวว่า ทำไมน่ะ เรามีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกันเยอะแยะนักหนา เยอะไปหรือป่าว สำหรับ 2 คนที่เคยเรียนม.ต้นด้วยกันแล้วไม่ค่อยสนิทอะไรมากมายในช่วงเวลานั้น แต่กลับต้องมานอนคุยโทรศัพท์จนบางวัน ยันเช้ากันเลย ผมก็กลัวน้องลูกหมีจะเสียสุขภาพเอาจากการนอนเช้านี่แหละ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






